วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ตลาดท่าดินแดง

 



Decoding Tha Din Daeng by Puyana


ศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของย่านเก่าทำเลที่ตั้งของตลาดไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่พาณิชย์ แต่เป็นหัวใจของชุมชนไทย-จีนสะท้อนจากการมี ตัวอักษรจีน ประดับเด่นชัดที่ซุ้มประตู และการมีป้ายบอกทางไปยัง ศาลเจ้าซำไนเก็ง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าตลาดตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีการวางผังเมืองแบบย่านการ


ค้าดั้งเดิมที่ประกอบด้วย ตลาด ที่อยู่อาศัย และศาสนสถาน อยู่รวมกัน ทำเลที่เอื้อต่อการสัญจรระดับชุมชนลักษณะของทางเข้าที่กว้างขวางและพื้นราบเสมอกับถนน ช่วยให้ทำเลนี้เป็นจุดตัดของการสัญจรหลายรูปแบบ โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ที่สามารถขับขี่เข้าสู่ตัวตลาดได้โดยตรง สะท้อนถึงการตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูงและมีซอกซอยเชื่อมต่อถึงกัน (Accessibility) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของชุมชนฝั่งธนบุรี พื้นที่พาณิชย์แบบรวมกลุ่ม (Commercial Cluster)จากภาพจะเห็นอาคาร ตึกแถวสองชั้น ขนาบข้างทางเข้า


ตลาด บ่งบอกว่าทำเลนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นย่านการค้าถาวรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 การตั้งอยู่ท่ามกลางกลุ่มตึกแถวเหล่านี้ทำให้ตลาดท่าดินแดงไม่ได้ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายร้านค้าปลีกและที่อยู่อาศัยที่เกื้อกูลกันสัญลักษณ์ของฝั่งธนบุรี ในบริบทเชิงพื้นที่ที่กว้างขึ้น ตลาดท่าดินแดงตั้งอยู่ในเขตคลองสาน ซึ่งเป็นเขตประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญในการขยายตัวของกรุงเทพฯ ฝั่งธนบุรี การมีป้ายชื่อขนาดใหญ่พร้อมปีที่ก่อตั้งบนซุ้มประตู ทำให้ที่นี่กลายเป็น Landmark หรือจุดหมายตาสำคัญ ที่กำหนด


อัตลักษณ์ของย่านนี้มาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี หากจะเปรียบเทียบในเชิงทำเลที่ตั้ง ตลาดท่าดินแดง ก็คือ ห้องรับแขกของย่านที่ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนนซึ่งเชื่อมต่อกับท่าเรือ เป็นจุดที่ผู้คนจากทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีมาบรรจบกันเพื่อแลกเปลี่ยนทั้งสินค้าและวัฒนธรรม โดยมีสถาปัตยกรรมซุ้มประตูโค้งนี้เป็นเครื่องยืนยันตำแหน่งแห่งที่อันสำคัญนี้


ตลาดท่าดินแดงและบริบทโดยรอบ สิ่งที่น่าสนใจและเป็นเอกลักษณ์ของย่านนี้สามารถสรุปได้เป็นประเด็นสำคัญดังนี้ประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอย่างหนึ่งคือการระบุปีพุทธศักราช 2503 ไว้บนซุ้มประตูอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นประจักษ์พยานว่าตลาดแห่งนี้ยืนหยัดผ่านกาลเวลามานานกว่า 60 ปี ตัวเลขนี้เปรียบเสมือนใบประกาศเกียรติคุณที่บอกเล่าถึงความเก่าแก่และความเก๋าของย่านการค้าแห่งนี้ เสน่ห์ของพหุวัฒนธรรมไทย-จีนบนป้ายชื่อตลาดไม่ได้มีเพียงภาษาไทย แต่ยังมีตัวอักษรจีนประดับอยู่ขนาบข้าง สิ่งนี้


สะท้อนถึงรากเหง้าของชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนที่ฝังตัวอยู่ในย่านนี้มาอย่างยาวนาน ทำให้ท่าดินแดงมีกลิ่นอายของ ย่านเก่า ที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเฉพาะตัว สถาปัตยกรรมพาณิชย์ดั้งเดิมโครงสร้างตึกแถวสองชั้นที่ขนาบข้างทางเข้า และหลังคาทรงโค้ง (Arch) ขนาดใหญ่ที่มีลวดลายโครงเหล็กตารางเป็นจุดเด่นทางสายตา สถาปัตยกรรมเหล่านี้ให้ความรู้สึกย้อนยุค (Nostalgic) ซึ่งหาดูได้ยากในย่านการค้าสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า วิถีชีวิตที่เป็นพลวัตและมีสีสัน บรรยากาศบริเวณทางเข้าตลาดที่หนา

แน่นไปด้วยร่มแม่ค้าหลากสีและแผงลอย สะท้อนถึงความคึกคักของตลาดสดที่ยังมีลมหายใจ การที่มีรถจักรยานยนต์สัญจรเข้าออกได้อย่างอิสระ แสดงถึงความเรียบง่ายและเป็นกันเองของวิถีชีวิตคนในพื้นที่ จุดเชื่อมต่อสู่ความเชื่อและศรัทธา สิ่งที่น่าสนใจและมักถูกมองข้ามคือป้ายบอกทางเล็กๆ ไปยัง ศาลเจ้าซำไนเก็งที่ติดตั้งอยู่บริเวณหน้าตลาด ซึ่งบ่งบอกว่าพื้นที่นี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของการกินอยู่หรือการค้าขายเท่านั้น 
แต่ยังมีความเชื่อทางจิตวิญญาณที่ซ่อนตัวอยู่ในซอกซอยให้ผู้มาเยือนได้ค้นหา ตลาดท่าดินแดงจึงเปรียบเสมือน พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ที่ไม่ต้องตีตั๋วเข้าชม เพราะทุกรอยจารึกบนซุ้มประตู ทุกตัวอักษรจีน และทุกเสียงเครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์ที่แล่นผ่าน คือเรื่องราวที่กำลังถูกบอกเล่าอยู่ตลอดเวลาในทุกวินาที


 

สถานีรถไฟธนบุรี

 



Thonburi Station Gateway by Puyana


การที่สถานีธนบุรีเปลี่ยนชื่อเป็น สถานีบางกอกน้อย ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2546 มีสาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงสิทธิ์ในที่ดินและการย้ายตำแหน่งสถานี โดยมีรายละเอียดดังนี้การส่งมอบที่ดินให้โรงพยาบาลศิริราช ในปี พ.ศ. 2546 การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)ได้มอบที่ดินบริเวณสถานีธนบุรีเดิมจำนวน 33 ไร่ ให้แก่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ 

การยุติการใช้งานอาคารเดิมตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2546 รฟทได้ยุติการเดินรถเข้าไปยังอาคารสถานีธนบุรีเดิมอย่างถาวร เนื่องจากอาคารและที่ดินบริเวณนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินของ รฟท. อีกต่อไป การย้ายไปใช้สถานีแห่งใหม่ เมื่อไม่สามารถใช้อาคารเดิมได้ ขบวนรถต่าง ๆ จึงต้องเปลี่ยนไปใช้สถานีแห่งใหม่ที่สร้างขึ้นทดแทน (ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเดิมประมาณ 0.866 กิโลเมตร)การใช้ชื่อเพื่อย้อนรำลึกประวัติศาสตร์ ในช่วง


ที่มีการย้ายการเดินรถมายังอาคารใหม่นี้ รฟทได้ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อสถานีจาก ธนบุรี เป็น บางกอกน้อย เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อดั้งเดิมของสถานีเมื่อครั้งเริ่มก่อตั้งทางรถไฟหลวงสายใต้ในอดีต อย่างไรก็ตาม ชื่อ สถานีบางกอกน้อยถูกนำมาใช้เพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น เพราะในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2547 รฟท


ได้ประกาศเปลี่ยนชื่อ
สืบทอดบทบาทและชื่อเรียกที่เป็นที่จดจำของสถานีแห่งนี้ต่อไปจนถึงปัจจุบัน หากจะเปรียบเทียบ เหตุการณ์นี้เหมือนกับ การย้ายบ้านใหม่ของครอบครัวเก่าที่ในช่วงแรกอาจจะขอกลับไปใช้ชื่อบรรพบุรุษ (บางกอกน้อย) เพื่อตั้งหลักก่อนที่จะตัดสินใจนำชื่อที่ผู้คนคุ้นเคยที่สุด (ธนบุรี) กลับมาปักป้ายหน้าบ้านใหม่อีกครั้งอย่างเป็นทางการ

สถานีแห่งนี้กลับมาเป็น สถานีธนบุรี อีกครั้ง พร้อมทั้งยกฐานะขึ้นเป็นสถานีชั้น 1 เพื่อ


บทบาทของสถานีรถไฟธนบุรีที่เริ่มลดน้อยลงในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้านการบริหารจัดการเส้นทางและเป้าหมายการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ ดังนี้
การเปลี่ยนต้นทาง-ปลายทางไปยังสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) บทบาทสำคัญในฐานะสถานีต้นทางหลักของรถไฟสายใต้เริ่มลดลงเมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เปลี่ยนจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของขบวนรถสายใต้หลายขบวนไปอยู่ที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) แทน ส่งผลให้สถานีธนบุรีหลงเหลือเพียงขบวนรถ


ธรรมดา ขบวนรถชานเมือง และขบวนรถรวม ในเส้นทางสายใต้ สายกาญจนบุรี และสายสุพรรณบุรีเท่านั้น โครงการปรับปรุงพื้นที่และปัญหาการก่อสร้างในปี พ.ศ. 2542 รัฐบาลมีโครงการปรับปรุงอาคารสถานีและพื้นที่โดยรอบ ทำให้ต้องมีการสร้างสถานีใหม่ขึ้นมาทดแทนชั่วคราว (ชื่อเดิมคือสถานีบางกอกน้อย) ห่างจากจุดเดิม 0.866 กิโลเมตร, แม้จะยังเปิดจำหน่ายตั๋วที่อาคารเดิมแต่ผู้โดยสารต้องไปขึ้นรถที่สถานีใหม่ ซึ่งโครงการนี้ประสบปัญหาจนหยุดชักไปในที่สุด


การมอบที่ดินให้แก่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ปัจจัยสำคัญที่สุดคือเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2546 รฟทได้มอบที่ดินบริเวณสถานีธนบุรีเดิมจำนวน 33 ไร่ ให้แก่มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อใช้ในกิจการของโรงพยาบาลศิริราช การยุติการเดินรถเข้าสถานีเดิมอย่างถาวร ผลจากการมอบที่ดินทำให้อาคารสถานีธนบุรีเดิมไม่ใช่ทรัพย์สินของ รฟท อีกต่อไป และมีการประกาศยุติการเดินรถเข้าไปยังอาคารเดิมอย่างถาวรตั้งแต่นั้นมา โดยย้ายกิจกรรมการเดินรถทั้งหมดไปอยู่ที่อาคารสถานีแห่งใหม่ (ซึ่งปัจจุบันคือสถานีธนบุรีที่ใช้งานอยู่)


ด้วยเหตุนี้ อาคารสถานีธนบุรีเดิมที่มีหอนาฬิกาอันเป็นเอกลักษณ์จึงลดบทบาทจากการเป็นจุดรับส่งผู้โดยสาร ไปเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อนุรักษ์และพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถานในสังกัดโรงพยาบาลศิริราชแทน หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ สถานีรถไฟธนบุรีเดิมก็เหมือนกับ นักเดินทางรุ่นใหญ่ที่ตัดสินใจถอดรองเท้าเดินทางเพื่อมาเป็นผู้เล่าเรื่องประวัติศาสตร์โดยส่งต่อคัมภีร์และการเดินทางบทใหม่ให้กับสถานีรุ่นหลังได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนชีวิตของผู้คนต่อไปท่ามกลางเมืองที่ขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้ง


 

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2562

PCT





5UwqCa.jpg


บทนำเรื่อง....ยุคหลังของ Pager ก็มาถึงยุคของ PCT ของค่ายยักษ์ใหญ่ True ซึ่งแต่เดิมคือ Telecom Asia แล้วก็มาถึงยุคมือถือแต่เล่นเนทไม่ได้ถ้าเป็นยุคของเพจเจอร์จะกล่าวถึงในบทต่อไปและยังมีเด็ก ๆ อีกมากที่เกิดไม่ทันยุคของ PCT ถ้า เพจเจอร์ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยเด็กต่ำกว่าอายุ 19 - 20 ไม่ค่อยรู้จักกับ Pager การใช้ PCT ต้องอ้างอิงเบอร์บ้านคือ เบอร์ขึ้นต้นด้วย 02 ถ้าโทรเข้าเบอร์แล้วไม่ติดหรือไม่มีคนรับสายระบบจะโอนสายเข้าเครื่อง PCT ในยุคปี 2540 - 1997(ประมาณนั้น)ก็มีมือถือแบบใช้เนทไม่ได้แล้วรุ่นหลังโทรศัพท์รุ่นกระดูกหมูไม่นานนัก PCT ผลิดออกมาหลายรุ่นหลายแบบแต่ที่เป็นรุ่น Classic คือยี่ห้อ Sharp ดูแข็งแรงและทนทานถ้าทำตกไม่รุนแรงก็ยังใช้งานได้ดีอยู่อย่างไรก็ตาม PCT ใช้ได้เฉพาะเขตกรุงเทพและปริมณฑลเท่านั้น

หมายเหตุ....PCT ที่เห็นในภาพเป็นของผู้เขียนเอง(ถ่ายรูปมาให้ดูแต่ห้ามนำไปแปะไว้ที่เว็บ ฯ อื่น)ในปัจจุบันสำหรับคนกรุงเทพถ้าแหงนมองเสาไฟฟ้าสังเกตุดี ๆ จะเห็นตัวส่งต่อสัญญาณของ PCT หลงเหลืออยู่บ้าง บ้างแม้ว่าเวลาจะผ่านไปมากกว่า 2 - 3 ทศวรรษแล้วจำได้ว่าเมื่อเริ่มมีโทรศัพท์แบบ PCT ในตอนยุคนั้นก็มีโทรศัพท์มือถือแบบใช้เนทไม่ได้ต่อมา PCT จึงออกแบบมาให้เหมือนโทรศัพท์มือเพื่อดึงดูดผู้ใช้อีก 1 ทางและก็อย่างที่บอกตอนต้นว่ารุ่น Classic จริง ๆ คือ ยี่ห้อ Sharp


วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

กุศล - ปัญญา

buddha



นกที่ไม่บินจะสูญเสียความสามารถนั้นไป พวกมันลืมการใช้ปีกบิน และไม่สามารถทะยานสู่ท้องฟ้าแห่งความสุข นักกรีฑาโอลิมปิคที่ไม่วิ่ง ไม่ฝึกฝนก็ไม่มีทางชนะ คนเกียจคร้านที่ไม่ต่อสู้ ไม่กระทำ ไม่ก้าวหน้า จะจบลงด้วยตวามพ่ายแพ้ในชีวิตจงต่อสู้และก้าวหน้าเพื่อจุดประสงค์หรือเป้าหมายบางอย่าง นี่คือสาระสำคัญของความสุข




วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

Nonthaburi County

 


นนทบุรีกาลเวลาและชีวิตชีวา by ใกล้รุ่ง



ร้านข้าวผัดโบราณป้าอ้วน ซึ่งเป็นร้านระดับตำนานที่เปิดขายมานานกว่า 60 ปี บริเวณหน้าตลาดสดเทศบาลนครนนทบุรี มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการเตรียมข้าวที่เป็นวัตถุดิบหลักดังนี้สายพันธุ์ข้าวที่ใช้ทางร้านเลือกใช้ ข้าวเสาไห้วิธีการหุงใช้การหุงด้วย หม้อซึ้งระบบไอน้ำแบบดั้งเดิมรายละเอียดเพิ่มเติมที่น่าสนใจ


การเลือกใช้ข้าวเสาไห้และหุงด้วยระบบไอน้ำแบบโบราณนี้ มีข้อดีคือจะทำให้ข้าวที่หุงออกมา ขึ้นหม้อ มากกว่าการหุงแบบทั่วไป.นอกจากนี้ ข้าวผัดของที่นี่จะมีรสชาติติดหวานเล็กน้อย และมีกรรมวิธีที่ไม่เหมือนใครคือ จะไม่ใส่เนื้อหมูลงไปผัดพร้อมกับข้าว แต่จะใช้วิธีคีบหมูใส่ให้

ภายหลัง พร้อมกับกุนเชียง ทอดมัน และไข่ดาวที่ใช้ไข่เป็ดลูกใหญ่วิธีการหุงข้าวด้วยหม้อซึ้งนี้เปรียบเสมือนการอบไอน้ำปรนนิบัติเมล็ดข้าวที่ค่อย ๆ ใช้ความร้อนจากไอน้ำทำให้ข้าวสุกอย่างทั่วถึงและคงรูปสวย ไม่แฉะ เหมาะสำหรับการนำมาทำเป็นข้าวผัดแบบโบราณที่เมล็ดข้าวต้องเรียงตัวสวย