วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569

สวนสันติ

 




Three Stories One Park by wofe99


เกี่ยวกับ สวนสันติชัยปราการ ในฐานะที่เป็นสถานที่สำคัญทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ การอนุรักษ์ และนันทนาการของกรุงเทพมหานคร โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ประวัติและการจัดสร้างสวนสันติชัยปราการเป็นสวนสาธารณะระดับชุมชนเมืองที่มีพื้นที่ประมาณ 8 ไร่เศษ จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล

เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542 ทำเลที่ตั้งอันโดดเด่นสวนแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณปลายถนนพระอาทิตย์ แขวงชนะสงคราม โดยสร้างล้อมรอบป้อมพระสุเมรุ ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญ พื้นที่ของสวนติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณปากคลองบางลำพูพอดี สถาปัตยกรรมและสัญลักษณ์สำคัญ พระที่นั่งสันติชัยปราการภายในสวนเป็นที่ตั้งของพระที่นั่งที่ประดับตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติท่า

รับเสด็จขึ้นลงเรือพระที่นั่งจัดสร้างขึ้นเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นสถานที่สำหรับจัดพระราชประเพณีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำเจ้าพระยา ป้อมพระสุเมรุเป็นโบราณสถานที่เป็นหัวใจหลักของการอนุรักษ์ในพื้นที่นี้ ทัศนียภาพและการใช้ประโยชน์จุดชมทัศนียภาพริมน้ำสวนนี้ขึ้นชื่อว่ามีทัศนียภาพของคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยงามมาก และเป็นจุดที่ประชาชนสามารถชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารคได้อย่างชัดเจนนันทนสถานเอนกประสงค์แหล่งข้อมูลระบุว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนาเมืองเก่า โดยใช้ประโยชน์ได้ทั้งการพัก

ผ่อน ศึกษาประวัติศาสตร์ และออกกำลังกาย เช่น การเต้นแอโรบิกและการรำมวยจีน พื้นที่จัดกิจกรรมเป็นสถานที่จัดงานสำคัญทั้งของรัฐบาล เช่น การต้อนรับแขกต่างประเทศ และงานวัฒนธรรมประเพณี เช่น สงกรานต์และลอยกระทง สัญลักษณ์ทางธรรมชาติสวนแห่งนี้เคยเป็นที่อยู่ของ ต้นลำพู ดั้งเดิมต้นสุดท้าย ซึ่งเป็นที่มาของชื่อย่าน บางลำพู ย่านบางลำพูได้รับการขนานนามว่าเป็น แหล่งรวมมรดกวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างประวัติศาสตร์อันยาวนาน วิถีชีวิตดั้งเดิม และการพัฒนาเมืองสมัยใหม่ โดยมีปัจจัยสำคัญดังนี้

การปรับตัวของโบราณสถานสู่พื้นที่ใช้งานปัจจุบันสวนสันติชัยปราการเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการพัฒนาเมืองเก่า โดยการนำพื้นที่รอบ ป้อมพระสุเมรุ ซึ่งเป็นปราการป้องกันพระนครสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มาพัฒนาเป็น นันทนสถานเอนกประสงค์ที่ประชาชนยังคงเข้ามาใช้ประโยชน์จริงในชีวิตประจำวัน ทั้งการพักผ่อน ออกกำลังกาย เช่น เต้นแอโรบิกและรำมวยจีน รวมถึงเป็นที่ตั้งของ พระที่นั่งสันติชัยปราการ สำหรับจัดงานพระราชพิธีสำคัญทางน้ำ การสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียง

พิพิธภัณฑ์ที่หยุดนิ่ง แต่ยังเป็น ศูนย์กลางการจัดงานทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ของท้องถิ่นและรัฐบาล เช่น งานประเพณีสงกรานต์และลอยกระทง ซึ่งยังคงจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีผู้คนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ความหลากหลายของวิถีชีวิตและศาสนาย่านบางลำพูเป็นจุดศูนย์รวมของศาสนสถานที่สำคัญและหลากหลาย ทั้งวัดในพุทธศาสนา เช่น วัดชนะสงคราม วัดบวรนิเวศวิหาร และมัสยิด เช่น มัสยิดจักรพงษ์ นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนเก่าแก่และมหาวิทยาลัยชั้นนำตั้งอยู่โดยรอบ ทำให้ย่านนี้มีลมหายใจของคนทุกรุ่น 
 
เอกลักษณ์และตำนานที่ส่งต่อผ่านชื่อย่าน ชื่อ บางลำพู สะท้อนถึงรากเหง้าดั้งเดิมที่มีต้นลำพูขึ้นหนาแน่น แม้ว่า ต้นลำพูต้นสุดท้ายจะตายลงไปในเหตุการณ์น้ำท่วมปี พ.ศ. 2554 แต่เรื่องราวเหล่านี้ยังคงถูกถ่ายทอดและเก็บรักษาไว้ผ่าน พิพิธบางลำพู เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา การเป็นย่านเศรษฐกิจที่ผสมผสาน ย่านนี้ยังคงไว้ซึ่งเสน่ห์ของย่านการค้าดั้งเดิม เช่น ห้างตั้งฮั่วเส็ง และห้างนิวเวิลด์ ที่อยู่ร่วมกับแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง ถนนข้าวสาร และถนนสายวัฒนธรรมอย่างถนนพระอาทิตย์ ทำให้ย่านบางลำพูมีความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ความเป็น มรดกวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิตจึงหมายถึงการที่ ประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในตำราหรือซากปรักหักพัง แต่ยังคงถูกใช้สอย สัมผัสได้ และเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คนในปัจจุบันนั่นเอง

วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569

MBK LANDMARK

 





MBK CENTER by Puyana


ย่านสยาม-ปทุมวัน ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญทางเศรษฐกิจและการค้าของกรุงเทพมหานคร โดยมีลักษณะเป็นย่านค้าปลีกระดับโลกที่เกิดจากการผสานพลังของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และสถาบันการศึกษาโดยสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

1. พันธมิตรพลังสยาม (Siam Synergy) หนึ่งในเอกลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของย่านนี้คือการรวมตัวกันของ สมาคมการค้าพลังสยาม ซึ่งเป็นการผนึกกำลังครั้งประวัติศาสตร์ของ 3 ผู้นำธุรกิจในย่านนี้ ได้แก่กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ผู้บริหารศูนย์การค้าในกลุ่ม วันสยาม(Siam Paragon Siam Center และ Siam Discovery)เอ็มบีเค เซ็นเตอร์ (MBK Center)ศูนย์การค้าขนาดใหญ่บริเวณมุมตะวันตกเฉียงใต้ของสี่แยกปทุมวัน กลุ่มธุรกิจสยามสแควร์ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การรวมตัวนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาและผลักดันให้ย่านสยามเป็นย่านค้าปลีกและไลฟ์สไตล์ระดับโลกเทียบเท่ามหานครใหญ่ทั่วโลก

2. ภูมิศาสตร์และสถานที่สำคัญ ย่านนี้ตั้งอยู่ใน เขตปทุมวัน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่หลายแขวง เช่น แขวงปทุมวัน วังใหม่ รองเมือง และลุมพินี โดยมีสถานที่สำคัญที่หลากหลายมากกว่าแค่แหล่งช้อปปิ้ง สถาบันการศึกษาและหน่วยงานเป็นที่ตั้งของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาสาธิตจุฬาฯ และสาธิตปทุมวัน ศิลปวัฒนธรรมมีแลนด์มาร์คสำคัญอย่าง หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC), บ้านจิม ทอมป์สัน และวัดปทุมวนารามพื้นที่สีเขียวเชื่อมต่อไปยัง สวนลุมพินี และสวนปทุมวนานุรักษ์ ศาสนสถาน: บริเวณแยกราชประสงค์ยังเป็นที่ตั้งของหมู่ศาลเทพเจ้าฮินดู เช่น ศาลท้าวมหาพรหม และศาลพระพิฆเนศวร

3. ศูนย์กลางการสัญจรและเศรษฐกิจ ย่านปทุมวันเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯทางรางเป็นจุดเชื่อมต่อของ รถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ทั้งสายสุขุมวิทและสายสีลม (สถานีสยามและสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ) และเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้ามหานคร (MRT) ที่สถานีสามย่านและสีลมทางน้ำมีการสัญจรผ่านเรือโดยสารคลองแสนแสบ เช่น ท่าเรือสะพานหัวช้างธุรกิจค้าปลีก: นอกจากกลุ่มพลังสยามแล้ว ยังมีกลุ่มเซ็นทรัล (CentralWorld, Central Chidlom)สามย่านมิตรทาวน์ และโครงการวัน แบงค็อก ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในย่านนี้ย่านสยาม-ปทุมวันจึงเปรียบเสมือน ระบบประสาทส่วนกลาง ของกรุงเทพฯ ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่การค้าขาย แต่ยังเป็นศูนย์รวมของความรู้ ศิลปวัฒนธรรม และการสัญจรที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตของผู้คนทุกกลุ่มเข้าด้วยกันอย่างหนาแน่นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมภายนอกของศูนย์การค้ามาบุญครอง (MBK Center) ในปัจจุบันสะท้อนถึงความทันสมัยผ่านการเลือกใช้ประติมากรรม วัสดุ และเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว ดังนี้

การออกแบบผนังอาคาร (Facade)ตัวอาคารมีการใช้แผ่นวัสดุสีขาวที่มี ลวดลายฉลุเป็นจุด (Perforated Pattern) ตลอดแนวผนัง ซึ่งช่วยเพิ่มมิติความตื้นลึกและทำให้ภาพลักษณ์ของอาคารดูโปร่งเบาและทันสมัยมากขึ้นเมื่อเทียบกับผนังแบบทึบในอดีต โครงสร้างทางเชื่อมลอยฟ้า (Skywalk)สถาปัตยกรรมของทางเชื่อมมีการใช้ รูปทรงโค้งมน (Curved Design) และใช้วัสดุกระจกใสเป็นส่วนประกอบหลักในการทำผนังและราวกันตก ซึ่งสื่อถึงความล้ำสมัยและการเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อในย่านใจกลางเมืองการใช้สื่อดิจิทัลและแสงสีมีการติดตั้งโครงสร้างทรงโค้งสีน้ำเงินที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ จอ LED ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของศูนย์การค้ายุคใหม่ที่เน้นการสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัลและการสร้างความตื่นตาตื่นใจทางสายตาอัตลักษณ์ของแบรนด์ (Branding): ป้ายชื่อ MBK CENTER มีการใช้ ตัวอักษรแบบไม่มีหัว (Sans-serif) 

ที่มีความเรียบง่ายและสะอาดตา พร้อมการใช้สีเขียว แดง และดำ ที่ดูสดใสและเป็นสากลมากขึ้น พื้นที่ไลฟ์สไตล์และงานศิลปะบริเวณลานด้านหน้ามีการวาง ประติมากรรมร่วมสมัย (เช่น รูปตัวการ์ตูนสีขาว) ซึ่งเป็นการนำงานศิลปะมาผสมผสานกับสถาปัตยกรรมเพื่อสร้างจุดดึงดูดใจและสะท้อนถึงความเป็นศูนย์กลางของไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ การปรับโฉมทางสถาปัตยกรรมเหล่านี้เปรียบเสมือนการ สวมชุดใหม่ ให้กับตัวอาคารที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เพื่อให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยและตอบโจทย์รสนิยมของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว


วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ตลาดท่าดินแดง

 



Decoding Tha Din Daeng by Puyana


ศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของย่านเก่าทำเลที่ตั้งของตลาดไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่พาณิชย์ แต่เป็นหัวใจของชุมชนไทย-จีนสะท้อนจากการมี ตัวอักษรจีน ประดับเด่นชัดที่ซุ้มประตู และการมีป้ายบอกทางไปยัง ศาลเจ้าซำไนเก็ง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าตลาดตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีการวางผังเมืองแบบย่านการ


ค้าดั้งเดิมที่ประกอบด้วย ตลาด ที่อยู่อาศัย และศาสนสถาน อยู่รวมกัน ทำเลที่เอื้อต่อการสัญจรระดับชุมชนลักษณะของทางเข้าที่กว้างขวางและพื้นราบเสมอกับถนน ช่วยให้ทำเลนี้เป็นจุดตัดของการสัญจรหลายรูปแบบ โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ที่สามารถขับขี่เข้าสู่ตัวตลาดได้โดยตรง สะท้อนถึงการตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูงและมีซอกซอยเชื่อมต่อถึงกัน (Accessibility) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของชุมชนฝั่งธนบุรี พื้นที่พาณิชย์แบบรวมกลุ่ม (Commercial Cluster)จากภาพจะเห็นอาคาร ตึกแถวสองชั้น ขนาบข้างทางเข้า


ตลาด บ่งบอกว่าทำเลนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นย่านการค้าถาวรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 การตั้งอยู่ท่ามกลางกลุ่มตึกแถวเหล่านี้ทำให้ตลาดท่าดินแดงไม่ได้ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายร้านค้าปลีกและที่อยู่อาศัยที่เกื้อกูลกันสัญลักษณ์ของฝั่งธนบุรี ในบริบทเชิงพื้นที่ที่กว้างขึ้น ตลาดท่าดินแดงตั้งอยู่ในเขตคลองสาน ซึ่งเป็นเขตประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญในการขยายตัวของกรุงเทพฯ ฝั่งธนบุรี การมีป้ายชื่อขนาดใหญ่พร้อมปีที่ก่อตั้งบนซุ้มประตู ทำให้ที่นี่กลายเป็น Landmark หรือจุดหมายตาสำคัญ ที่กำหนด


อัตลักษณ์ของย่านนี้มาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี หากจะเปรียบเทียบในเชิงทำเลที่ตั้ง ตลาดท่าดินแดง ก็คือ ห้องรับแขกของย่านที่ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนนซึ่งเชื่อมต่อกับท่าเรือ เป็นจุดที่ผู้คนจากทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีมาบรรจบกันเพื่อแลกเปลี่ยนทั้งสินค้าและวัฒนธรรม โดยมีสถาปัตยกรรมซุ้มประตูโค้งนี้เป็นเครื่องยืนยันตำแหน่งแห่งที่อันสำคัญนี้


ตลาดท่าดินแดงและบริบทโดยรอบ สิ่งที่น่าสนใจและเป็นเอกลักษณ์ของย่านนี้สามารถสรุปได้เป็นประเด็นสำคัญดังนี้ประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอย่างหนึ่งคือการระบุปีพุทธศักราช 2503 ไว้บนซุ้มประตูอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นประจักษ์พยานว่าตลาดแห่งนี้ยืนหยัดผ่านกาลเวลามานานกว่า 60 ปี ตัวเลขนี้เปรียบเสมือนใบประกาศเกียรติคุณที่บอกเล่าถึงความเก่าแก่และความเก๋าของย่านการค้าแห่งนี้ เสน่ห์ของพหุวัฒนธรรมไทย-จีนบนป้ายชื่อตลาดไม่ได้มีเพียงภาษาไทย แต่ยังมีตัวอักษรจีนประดับอยู่ขนาบข้าง สิ่งนี้


สะท้อนถึงรากเหง้าของชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนที่ฝังตัวอยู่ในย่านนี้มาอย่างยาวนาน ทำให้ท่าดินแดงมีกลิ่นอายของ ย่านเก่า ที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเฉพาะตัว สถาปัตยกรรมพาณิชย์ดั้งเดิมโครงสร้างตึกแถวสองชั้นที่ขนาบข้างทางเข้า และหลังคาทรงโค้ง (Arch) ขนาดใหญ่ที่มีลวดลายโครงเหล็กตารางเป็นจุดเด่นทางสายตา สถาปัตยกรรมเหล่านี้ให้ความรู้สึกย้อนยุค (Nostalgic) ซึ่งหาดูได้ยากในย่านการค้าสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า วิถีชีวิตที่เป็นพลวัตและมีสีสัน บรรยากาศบริเวณทางเข้าตลาดที่หนา

แน่นไปด้วยร่มแม่ค้าหลากสีและแผงลอย สะท้อนถึงความคึกคักของตลาดสดที่ยังมีลมหายใจ การที่มีรถจักรยานยนต์สัญจรเข้าออกได้อย่างอิสระ แสดงถึงความเรียบง่ายและเป็นกันเองของวิถีชีวิตคนในพื้นที่ จุดเชื่อมต่อสู่ความเชื่อและศรัทธา สิ่งที่น่าสนใจและมักถูกมองข้ามคือป้ายบอกทางเล็กๆ ไปยัง ศาลเจ้าซำไนเก็งที่ติดตั้งอยู่บริเวณหน้าตลาด ซึ่งบ่งบอกว่าพื้นที่นี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของการกินอยู่หรือการค้าขายเท่านั้น 
แต่ยังมีความเชื่อทางจิตวิญญาณที่ซ่อนตัวอยู่ในซอกซอยให้ผู้มาเยือนได้ค้นหา ตลาดท่าดินแดงจึงเปรียบเสมือน พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ที่ไม่ต้องตีตั๋วเข้าชม เพราะทุกรอยจารึกบนซุ้มประตู ทุกตัวอักษรจีน และทุกเสียงเครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์ที่แล่นผ่าน คือเรื่องราวที่กำลังถูกบอกเล่าอยู่ตลอดเวลาในทุกวินาที


 

สถานีรถไฟธนบุรี

 



Thonburi Station Gateway by Puyana


การที่สถานีธนบุรีเปลี่ยนชื่อเป็น สถานีบางกอกน้อย ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2546 มีสาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงสิทธิ์ในที่ดินและการย้ายตำแหน่งสถานี โดยมีรายละเอียดดังนี้การส่งมอบที่ดินให้โรงพยาบาลศิริราช ในปี พ.ศ. 2546 การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)ได้มอบที่ดินบริเวณสถานีธนบุรีเดิมจำนวน 33 ไร่ ให้แก่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ 

การยุติการใช้งานอาคารเดิมตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2546 รฟทได้ยุติการเดินรถเข้าไปยังอาคารสถานีธนบุรีเดิมอย่างถาวร เนื่องจากอาคารและที่ดินบริเวณนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินของ รฟท. อีกต่อไป การย้ายไปใช้สถานีแห่งใหม่ เมื่อไม่สามารถใช้อาคารเดิมได้ ขบวนรถต่าง ๆ จึงต้องเปลี่ยนไปใช้สถานีแห่งใหม่ที่สร้างขึ้นทดแทน (ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเดิมประมาณ 0.866 กิโลเมตร)การใช้ชื่อเพื่อย้อนรำลึกประวัติศาสตร์ ในช่วง


ที่มีการย้ายการเดินรถมายังอาคารใหม่นี้ รฟทได้ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อสถานีจาก ธนบุรี เป็น บางกอกน้อย เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อดั้งเดิมของสถานีเมื่อครั้งเริ่มก่อตั้งทางรถไฟหลวงสายใต้ในอดีต อย่างไรก็ตาม ชื่อ สถานีบางกอกน้อยถูกนำมาใช้เพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น เพราะในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2547 รฟท


ได้ประกาศเปลี่ยนชื่อ
สืบทอดบทบาทและชื่อเรียกที่เป็นที่จดจำของสถานีแห่งนี้ต่อไปจนถึงปัจจุบัน หากจะเปรียบเทียบ เหตุการณ์นี้เหมือนกับ การย้ายบ้านใหม่ของครอบครัวเก่าที่ในช่วงแรกอาจจะขอกลับไปใช้ชื่อบรรพบุรุษ (บางกอกน้อย) เพื่อตั้งหลักก่อนที่จะตัดสินใจนำชื่อที่ผู้คนคุ้นเคยที่สุด (ธนบุรี) กลับมาปักป้ายหน้าบ้านใหม่อีกครั้งอย่างเป็นทางการ

สถานีแห่งนี้กลับมาเป็น สถานีธนบุรี อีกครั้ง พร้อมทั้งยกฐานะขึ้นเป็นสถานีชั้น 1 เพื่อ


บทบาทของสถานีรถไฟธนบุรีที่เริ่มลดน้อยลงในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้านการบริหารจัดการเส้นทางและเป้าหมายการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ ดังนี้
การเปลี่ยนต้นทาง-ปลายทางไปยังสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) บทบาทสำคัญในฐานะสถานีต้นทางหลักของรถไฟสายใต้เริ่มลดลงเมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เปลี่ยนจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของขบวนรถสายใต้หลายขบวนไปอยู่ที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) แทน ส่งผลให้สถานีธนบุรีหลงเหลือเพียงขบวนรถ


ธรรมดา ขบวนรถชานเมือง และขบวนรถรวม ในเส้นทางสายใต้ สายกาญจนบุรี และสายสุพรรณบุรีเท่านั้น โครงการปรับปรุงพื้นที่และปัญหาการก่อสร้างในปี พ.ศ. 2542 รัฐบาลมีโครงการปรับปรุงอาคารสถานีและพื้นที่โดยรอบ ทำให้ต้องมีการสร้างสถานีใหม่ขึ้นมาทดแทนชั่วคราว (ชื่อเดิมคือสถานีบางกอกน้อย) ห่างจากจุดเดิม 0.866 กิโลเมตร, แม้จะยังเปิดจำหน่ายตั๋วที่อาคารเดิมแต่ผู้โดยสารต้องไปขึ้นรถที่สถานีใหม่ ซึ่งโครงการนี้ประสบปัญหาจนหยุดชักไปในที่สุด


การมอบที่ดินให้แก่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ปัจจัยสำคัญที่สุดคือเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2546 รฟทได้มอบที่ดินบริเวณสถานีธนบุรีเดิมจำนวน 33 ไร่ ให้แก่มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อใช้ในกิจการของโรงพยาบาลศิริราช การยุติการเดินรถเข้าสถานีเดิมอย่างถาวร ผลจากการมอบที่ดินทำให้อาคารสถานีธนบุรีเดิมไม่ใช่ทรัพย์สินของ รฟท อีกต่อไป และมีการประกาศยุติการเดินรถเข้าไปยังอาคารเดิมอย่างถาวรตั้งแต่นั้นมา โดยย้ายกิจกรรมการเดินรถทั้งหมดไปอยู่ที่อาคารสถานีแห่งใหม่ (ซึ่งปัจจุบันคือสถานีธนบุรีที่ใช้งานอยู่)


ด้วยเหตุนี้ อาคารสถานีธนบุรีเดิมที่มีหอนาฬิกาอันเป็นเอกลักษณ์จึงลดบทบาทจากการเป็นจุดรับส่งผู้โดยสาร ไปเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อนุรักษ์และพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถานในสังกัดโรงพยาบาลศิริราชแทน หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ สถานีรถไฟธนบุรีเดิมก็เหมือนกับ นักเดินทางรุ่นใหญ่ที่ตัดสินใจถอดรองเท้าเดินทางเพื่อมาเป็นผู้เล่าเรื่องประวัติศาสตร์โดยส่งต่อคัมภีร์และการเดินทางบทใหม่ให้กับสถานีรุ่นหลังได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนชีวิตของผู้คนต่อไปท่ามกลางเมืองที่ขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้ง


 

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2562

PCT





5UwqCa.jpg


บทนำเรื่อง....ยุคหลังของ Pager ก็มาถึงยุคของ PCT ของค่ายยักษ์ใหญ่ True ซึ่งแต่เดิมคือ Telecom Asia แล้วก็มาถึงยุคมือถือแต่เล่นเนทไม่ได้ถ้าเป็นยุคของเพจเจอร์จะกล่าวถึงในบทต่อไปและยังมีเด็ก ๆ อีกมากที่เกิดไม่ทันยุคของ PCT ถ้า เพจเจอร์ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยเด็กต่ำกว่าอายุ 19 - 20 ไม่ค่อยรู้จักกับ Pager การใช้ PCT ต้องอ้างอิงเบอร์บ้านคือ เบอร์ขึ้นต้นด้วย 02 ถ้าโทรเข้าเบอร์แล้วไม่ติดหรือไม่มีคนรับสายระบบจะโอนสายเข้าเครื่อง PCT ในยุคปี 2540 - 1997(ประมาณนั้น)ก็มีมือถือแบบใช้เนทไม่ได้แล้วรุ่นหลังโทรศัพท์รุ่นกระดูกหมูไม่นานนัก PCT ผลิดออกมาหลายรุ่นหลายแบบแต่ที่เป็นรุ่น Classic คือยี่ห้อ Sharp ดูแข็งแรงและทนทานถ้าทำตกไม่รุนแรงก็ยังใช้งานได้ดีอยู่อย่างไรก็ตาม PCT ใช้ได้เฉพาะเขตกรุงเทพและปริมณฑลเท่านั้น

หมายเหตุ....PCT ที่เห็นในภาพเป็นของผู้เขียนเอง(ถ่ายรูปมาให้ดูแต่ห้ามนำไปแปะไว้ที่เว็บ ฯ อื่น)ในปัจจุบันสำหรับคนกรุงเทพถ้าแหงนมองเสาไฟฟ้าสังเกตุดี ๆ จะเห็นตัวส่งต่อสัญญาณของ PCT หลงเหลืออยู่บ้าง บ้างแม้ว่าเวลาจะผ่านไปมากกว่า 2 - 3 ทศวรรษแล้วจำได้ว่าเมื่อเริ่มมีโทรศัพท์แบบ PCT ในตอนยุคนั้นก็มีโทรศัพท์มือถือแบบใช้เนทไม่ได้ต่อมา PCT จึงออกแบบมาให้เหมือนโทรศัพท์มือเพื่อดึงดูดผู้ใช้อีก 1 ทางและก็อย่างที่บอกตอนต้นว่ารุ่น Classic จริง ๆ คือ ยี่ห้อ Sharp


วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

กุศล - ปัญญา

buddha



นกที่ไม่บินจะสูญเสียความสามารถนั้นไป พวกมันลืมการใช้ปีกบิน และไม่สามารถทะยานสู่ท้องฟ้าแห่งความสุข นักกรีฑาโอลิมปิคที่ไม่วิ่ง ไม่ฝึกฝนก็ไม่มีทางชนะ คนเกียจคร้านที่ไม่ต่อสู้ ไม่กระทำ ไม่ก้าวหน้า จะจบลงด้วยตวามพ่ายแพ้ในชีวิตจงต่อสู้และก้าวหน้าเพื่อจุดประสงค์หรือเป้าหมายบางอย่าง นี่คือสาระสำคัญของความสุข




วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

Nonthaburi County

 


นนทบุรีกาลเวลาและชีวิตชีวา by ใกล้รุ่ง



ร้านข้าวผัดโบราณป้าอ้วน ซึ่งเป็นร้านระดับตำนานที่เปิดขายมานานกว่า 60 ปี บริเวณหน้าตลาดสดเทศบาลนครนนทบุรี มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการเตรียมข้าวที่เป็นวัตถุดิบหลักดังนี้สายพันธุ์ข้าวที่ใช้ทางร้านเลือกใช้ ข้าวเสาไห้วิธีการหุงใช้การหุงด้วย หม้อซึ้งระบบไอน้ำแบบดั้งเดิมรายละเอียดเพิ่มเติมที่น่าสนใจ


การเลือกใช้ข้าวเสาไห้และหุงด้วยระบบไอน้ำแบบโบราณนี้ มีข้อดีคือจะทำให้ข้าวที่หุงออกมา ขึ้นหม้อ มากกว่าการหุงแบบทั่วไป.นอกจากนี้ ข้าวผัดของที่นี่จะมีรสชาติติดหวานเล็กน้อย และมีกรรมวิธีที่ไม่เหมือนใครคือ จะไม่ใส่เนื้อหมูลงไปผัดพร้อมกับข้าว แต่จะใช้วิธีคีบหมูใส่ให้

ภายหลัง พร้อมกับกุนเชียง ทอดมัน และไข่ดาวที่ใช้ไข่เป็ดลูกใหญ่วิธีการหุงข้าวด้วยหม้อซึ้งนี้เปรียบเสมือนการอบไอน้ำปรนนิบัติเมล็ดข้าวที่ค่อย ๆ ใช้ความร้อนจากไอน้ำทำให้ข้าวสุกอย่างทั่วถึงและคงรูปสวย ไม่แฉะ เหมาะสำหรับการนำมาทำเป็นข้าวผัดแบบโบราณที่เมล็ดข้าวต้องเรียงตัวสวย