วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569

ถนนเจริญกรุงแยกแปลงนาม

 




จากภาพถ่ายถนนเจริญกรุงในปี พ.ศ. 2497 จะเห็นได้ว่าผู้คนส่วนใหญ่ยังคงสวมหมวกกันอย่างพร้อมเพรียงซึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลของนโยบายรัฐนิยมในอดีต อย่างไรก็ตาม ในแหล่งข้อมูลรูปภาพนี้ไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับบทลงโทษไว้อย่างชัดเจน ข้อมูลต่อไปนี้เป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพิ่มเติมที่ไม่ได้ ในช่วงที่นโยบายรัฐนิยมเรื่องการสวมหมวกมีความเข้มงวดที่สุด โดยเฉพาะในช่วง พ.ศ. 2482 - 2487 ภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงคราม หากประชาชนไม่ปฏิบัติตามจะมีผลกระทบและบทลงโทษดังนี้: การปฏิเสธการให้บริการจากรัฐมาตรการที่สำคัญที่สุดคือการที่หน่วยงานราชการได้รับคำสั่งไม่ให้ติดต่อหรือ

ให้บริการแก่ประชาชนที่ไม่สวมหมวก โดยถือว่าบุคคลนั้นแต่งกายไม่สุภาพและไม่ให้เกียรติสถานที่ การถูกห้ามขึ้นรถโดยสาร ในบางช่วงเวลามีระเบียบห้ามผู้ที่ไม่สวมหมวกใช้บริการรถเมล์หรือรถสาธารณะ การถูกตักเตือนหรือปรับแม้จะไม่มีบทลงโทษจำคุกที่รุนแรงในข้อหาสวมหมวกโดยตรง แต่ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามมักถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือพนักงานรัฐตักเตือน และในบางกรณีอาจมีการเปรียบเทียบปรับตามพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติในข้อหาไม่ปฏิบัติตามระเบียบการแต่งกายที่รัฐกำหนด แรงกดดันทางสังคม: นโยบายนี้

ถูกเชื่อมโยงกับ ความรักชาติ และ ความเป็นอารยะ ดังนั้นผู้ที่ไม่สวมหมวกจะถูกมองว่าเป็นคนล้าหลังหรือไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐในการพัฒนาประเทศ หมายเหตุ เมื่อถึงปี พ.ศ. 2497 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ปรากฏในภาพ นโยบายเหล่านี้เริ่มคลายความเข้มงวดลงไปมากแล้ว แต่การสวมหมวกได้กลายเป็นค่านิยมและแฟชั่นมาตรฐานของคนพระนครในพื้นที่สาธารณะไปแล้ว ดังที่เห็นได้จากความหนาแน่นของผู้คนที่สวมหมวกบนท้องถนนในภาพสถาปัตยกรรมรอบมูลนิธิกว๋องสิ้วที่ปรากฏในภาพปี พ.ศ. 2497 และยังคงมีร่องรอยหรือความโดดเด่นให้เห็นจนถึงปัจจุบัน มีดังนี้

ตึกแถวประวัติศาสตร์ Historic Shophouses จากภาพ จะเห็นแถวของตึกแถวที่สร้างต่อเนื่องกันเป็นแนวยาว ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของถนนเจริญกรุง แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 70 ปี แต่ตึกแถวหลายคูหาในบริเวณนี้ยังคงโครงสร้างเดิมไว้ โดยเฉพาะลักษณะหน้าต่างบานยาวและการแบ่งพื้นที่ใช้สอยแบบ ข้างล่าง

ขายของ ข้างบนอยู่อาศัย ซึ่งยังเป็นเอกลักษณ์ของย่านเมืองเก่าจนถึงปัจจุบัน กันสาดและทางเท้า Awnings and Walkways ในภาพ ปรากฏส่วนของกันสาดที่ยื่นออกมาจากตัวอาคารอย่างชัดเจนเพื่อบังแดดและฝนให้กับคนเดินเท้า แม้ปัจจุบันวัสดุจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่รูปแบบการใช้พื้นที่หน้าตึกเป็นทางสัญจรที่มีหลังคาคลุมยังคงเป็นเอกลักษณ์สำคัญของ

สถาปัตยกรรมริมถนนเจริญกรุงที่ยังเหลือให้เห็น ตัวอาคารมูลนิธิกว๋องสิ้ว โรงพยาบาลกว๋องสิ้ว แม้ในภาพจะเน้นบรรยากาศบนถนน แต่จุดอ้างอิงสำคัญคือตัวมูลนิธิฯ ซึ่งปัจจุบันคือ โรงพยาบาลกว๋องสิ้ว อาคารนี้ยังคงตั้งอยู่ที่เดิมและรักษาความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงอิทธิพลของชาวจีนกวางตุ้งในย่านนี้เอาไว้ รายละเอียดประดับตกแต่ง หากสังเกตที่ขอบหน้าต่างและหัวเสาของตึกแถวในภาพ จะเห็น

ร่องรอยของการตกแต่งที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก เช่น ลายปูนปั้นหรือทรงหน้าต่างแบบคลาสสิก ซึ่งหากคุณไปเดินในย่านเจริญกรุงปัจจุบัน จะยังสามารถพบเห็นรายละเอียดสถาปัตยกรรมเหล่านี้ได้ในอาคารหลายแห่งที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้โดยรวมแล้ว สิ่งที่ยังเหลือให้ดูมากที่สุดคือ ผังเมืองและรูปทรงอาคารตึกแถว ที่จัดวางเรียงรายตามแนวถนน ซึ่งยังคงให้กลิ่นอายความรุ่งเรืองของการค้าในอดีตดังที่ปรากฏในภาพถ่ายนี้ ถนนเจริญกรุงในปี พ.ศ. 2497 ความสะดวกสบายในการสัญจรด้วยรถรางในยุคนั้นสามารถมองได้เป็นสองด้าน ดังนี้

ความสะดวกในแง่ของการเป็นระบบขนส่งมวลชนหลักการเข้าถึงพื้นที่เศรษฐกิจ รถเมล์ ในภาพคือสาย 21 วิ่งผ่านใจกลางย่านการค้าที่สำคัญอย่างเจริญกรุง ทำให้ผู้คนสามารถเดินทางเข้าสู่ย่านธุรกิจและมูลนิธิกว๋องสิ้วได้โดยตรง ความง่ายในการขึ้นลงลักษณะของรถรางในยุคนั้นเป็นแบบเปิดโล่ง Open-air)ซึ่งช่วยให้ผู้โดยสารสามารถขึ้นและลงรถได้สะดวกในขณะที่รถหยุดหรือชะลอตัว ราคาประหยัดแม้ในภาพจะไม่ได้บอก

ราคา แต่โดยประวัติศาสตร์แล้วรถรางถือเป็นพาหนะราคาถูกที่คนทุกระดับชั้นเข้าถึงได้ ทำให้เป็นหัวใจสำคัญของวิถีชีวิตพระนคร ความท้าทายด้านความสบายและประสิทธิภาพ: ความแออัด จากภาพจะเห็นได้ว่ารถรางมีผู้โดยสารใช้บริการหนาแน่นมาก โดยเฉพาะคันที่อยู่ด้านหลังจะเห็นคนยืนเบียดเสียดกันจนล้น

ออกมาบริเวณบันไดหรือทางขึ้นลง สภาพอากาศและฝุ่นควันเนื่องจากเป็นรถเปิดโล่ง ผู้โดยสารต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนชื้น รวมถึงฝุ่นและควันจากรถยนต์และรถสามล้อปั่นที่วิ่งอยู่รายรอบอย่างหนาแน่น ความล่าช้าจากการจราจร รถรางต้องวิ่งบนรางที่อยู่ร่วมกับผิวจราจรปกติ ซึ่งเต็มไปด้วยรถสามล้อปั่น

จำนวนมหาศาล รถยนต์ และจักรยานที่ไม่มีการแบ่งเลนชัดเจน ทำให้ความเร็วของรถรางถูกจำกัดตามสภาพการจราจรที่ติดขัดในขณะนั้น ความปลอดภัยการที่ผู้คนต้องยืนเบียดเสียดบนรถที่ไม่มีประตูปิด และต้องสัญจรท่ามกลางความวุ่นวายของรถประเภทอื่น ๆ ที่วิ่งขนาบข้างอย่างใกล้ชิด สะท้อนถึงมาตรฐานความปลอดภัยที่ยังไม่สูงนักเมื่อเทียบกับปัจจุบัน

Charoenkrung Road 1954 by ลักษณาวดี มีซิน


ไม่มีความคิดเห็น: