วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2557
วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2557
เรื่องของเม้า
มนุษย์เป็นการยาก กิจฺฉํ มจฺจาน ชีวิตํ กิดฉัง มัดจานะ ชีวิตัง ความเป็นอยู่ของสัตว์เป็นการยาก กิจฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํ กิดฉัง สัดธัมมัด สะวะนัง การฟังธรรมของสัตบุรุษเป็นการยาก กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปาโท กิดโฉ พุดทานะ มุบปาโท ความเกิดขึ้นแห่งท่านผู้รู้เป็นการยาก ทุลฺลภํ ทสฺสนํ โหติ สมฺพุทฺธานํ อภิณฺหโส ทุนละพัง ทัดสะนัง โหติสำพุดทานัง อะพินหะโส การเห็นพระพุทธเจ้าเนืองๆ เป็นการหาได้ยาก เรื่องของเม้า ตอนที่สอง มีคนมาแจมกับตามหาแก่นธรรมกันแล้วและที่รับปากว่าจะมากับท่านสะมะชัยโยแล้วก็มี เม้าจะรออ่านแล้วก็เลยขอแจมก่อนในครั้งนี้ แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรขอขียนคำว่า"ชีวิต"ดีกว่าลองอ่านกันดูนะครับว่าจะเข้าท่าหรือเปล่า เม้าเป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุราว 6 ปีเป็นลูกชายร้านทำเฟอร์นิเจอร์เล็กๆแห่งหนึ่ง มีคนงาน 2-3 คนมีพี่น้อง 7 คน เสียชีวิตแต่เล็ก 2คน เม้าเป็นลูกคนที่ 4 จากลูกคนที่เหลือทั้งหมด คุ้นเคยกับคนสูงวัยตั้งแต่เเม่ผู้ให้กำนิดเพราะผู้เป็นแม่อายกว่า 40 ปีแล้วในตอนนั้น พอถึงเวลาเข้าเรียนหนังสือ แม่ก็พาไปเรียนกับโรงเรียนเล็กๆข้างบ้าน ตอนเช้าก่อนไปโรงเรียนแม่จะหวีผมให้เรียบแปล้ รองเท้าใหม่เอียมแต่กางเกงหลวมโคล่งแถมมีรอยปะใยแมงมุมเล็กๆที่ข้างหลังกางเกง เพราะรับช่วงต่อมาจากพี่ชาย ตามธรรมดาของครอบครัวที่มีลูกหลายคน แม่จะให้ค่าขนมและอาหารพอดีกับการ
ใช้แบบประหยัด เพราะหมดพอดีไม่มีเหลือทุกวัน เม้านอกจากจะขลุกกับเพื่อนที่โรงเรียนแล้ว ก็จะอยู่กับแม่เกือบตลอดเวลา ช่วยแม่ทำโน่นทำนี่ ทุกเย็นที่เม้าไปตลาดกับแม่ แม่ค้าจะทักทายเม้าและแม่เกือบทุกร้าน อย่างร้านขายหมูจะแถมหมูสันในให้แม่แล้วบอกว่า" ไปให้นึ่งให้อาตี๋กิน " และคำพูดยอดฮิตของแม่ค้าเกือบทุกร้านในตลาด จะพูดตอนส่งของให้แม่ว่า"ลงบัญชีไว้ก่อนมั๊ยเจ๊"อย่างยิ้มแย้ม แต่แม่ก็ไม่ได้ลงบัญชีทุกร้าน จะเลือกบางร้านที่เหลือก็จ่ายเงินสดไป กิจวัตรก่อนข้าวเย็นของเม้า ต้องเก็บเศษไม้ที่คนงานไสหน้าเพื่อเอาไปทำเฟอร์นิเจอร์ต่อไป ที่เขาเรียกกันว่าขี้กบและยังมีขี้เลื่อยจากการเลื่อยไม้อีกต่างหาก คนงานมักหมุนเวียนเปลี่ยนไปแล้วแต่งาน บางครั้งเจอคนงานใจดีก็จะช่วยเม้าเก็บของ2-3 เข่ง คนงานมักถามเม้าว่าชอบกินไข่มากหรือ เเพราะอาหารเช้าของเม้าอาทิตย์ละ 5 วันก่อนไปโรงเรียนก็คือไข่ต้ม2 ฟองกับข้าว เพราะแม่ไม่มีเวลาเตรียมอาหารได้มากกว่านั้น แม่จะยุ่งทั้งวันแถมยังต้องทำกับข้าวให้คนงานและครอบครัวกิน 3 มื้อ ว่างจากงานอื่นๆแม่จะมานั่งกระเทาะเม็ดบัวที่ตากแดดแห้งกรอบใส่ปี๊บใบใหญ่ ด้วยอุปกรณ์คล้ายหลุมไม้และมีดพร้าหรือมีดอีโต้ ค่าแรงช่างถูกแสนถูกคือปี๊บใหญ่ 5 บาท เม้าอยากช่วยแม่ก็เลยให้แม่สอนกระเทาะ ซึ่งกว่าจะกระเทาะเป็นนิ้วมือของเม้าก็เกือบขาดไปหลายต่อหลาย
ครั้ง เพราะมีดมันต้องคมจึงจะกระเทาะเปลือกบัวแตกและต้องงัดให้ออก มีเรื่องอึดอัดใจของเม้าอยู่เรื่องหนึ่งที่โรงเรียนที่เม้าต้องเจอ คือก่อนสอบทุกครั้งทางโรงเรียนจะประกาศชื่อเด็กนักเรียนที่ยังไม่ได้จ่ายค่าเทอมให้มาจ่ายให้เรียบร้อยทางไมโครโฟน ไม่เช่นนั้นจะไม่มีสิทธิ์สอบ แต่หลังจากนั้นสองสามวันเมื่อแม่รู้จากเม้า ก็จะนำเงินมารีบจ่ายค่าเทอมให้เสมอ แม่ไม่ต้องพูดคำว่าเชื่อแม่นะลูกว่าจะเรียบร้อย แต่แม่ทำให้ดู เพราะแม่เป็นคนจีนเลยพูดไทยให้คนไม่คุ้นเคยฟังได้ไม่ชัด (แม่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ) แต่สิ่งที่แม่ทำให้เม้ารักแม่สุดๆก็คือหลังจากจ่ายค่าเทอมตามที่เม้าบอกแม่ว่าโรงเรียนประกาศชื่อเม้าหลายครั้งแล้ว แม่กลับไปคุยกับครูสมศรีอย่างเข้าใจชัดเจนว่าครูอย่าประกาศชื่อลูกชายฉันอีกเลย แม่ทำมือเขียนกระดาษให้ แล้วบอกทำนองว่าทำหนังสือทวงมาให้ฉัน จะรีบมาจัดการให้ หลังจากนั้นเม้าก็ไม่ได้ยินเสียงประกาศชื่อเม้าทวงค่าเทอมอีกเลย มีแต่หนังสือจากครูสมศรีส่งมาถึงแม่ผ่านเม้าพร้อมรอยยิ้มของครู และมักจะพูดตอนส่งหนังสือให้ว่า "แม่หนูรักหนูจังเลยนะ" ใช่สิเม้าถึงรักแม่ที่สุดในโลกเม้าเติบโตในอ้อมกอดของแม่ด้วยความรัก และไม่เคยสงสัยในความรักของแม่เลยแม้แต่น้อย ถึงแม่จะให้อะไรๆน้อยกว่าน้องมากกว่า อย่างเช่นมีขนมร้อนๆจากเพื่อนของแม่มาฝาก แม่จะไม่รีรอที่จะหยิบขนมขึ้นมาเป่าให้เย็นแล้วก็ใส่ปากเม้าเลย มันอร่อ่ยมากเลย จริงๆนะ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เม้าต้องเอาเครื่องมือช่าง
ไปให้ช่างที่ศูนย์การค้าสยาม ปัจจุบันก็สยามดิสคอบเวอรี่นะแหละ ตอนนั้นอายประมาณ 10 ขวบ อุ้มเครื่องมือแนบอกขึ้นรถเมล์ไป แต่ขึ้นได้แค่กระไดขั้นแรกเพราะรถแน่นมาก พอรถเลี้ยวตรงแยกปทุมวันตัวเม้าก็เอียงหลุดออกไปนอกรถ แต่ตอนนั้นมีมือใครก็ไม่รู้จับคอเม้าดึงกลับเข้ามาในรถ ทุกวันนี้ยังระลึกถึงมือข้างนั้นด้วยความขอบคุณ ที่ทำให้เม้าได้อยู่กับแม่อีกหลายสิบปี เวลาผ่านไปหลายปีเม้าก็ยังกระเทาะเปลือกลูกบัวไปพลางอ่านหนังสือไปพลาง ช่วงมัธยมปลายแม่ดูเหมือนจะขาดเงินมาก เพราะแม่ยืมเงินญาติให้เห็นบ่อยๆ แต่แม่ก็จะคืนให้ตามกำหนดทุกครั้ง เม้าก็มุ่งมั่นจะช่วยแม่มาก จึงไปกราบครูประจำชั้นว่าจะขอไม่มาโรงเรียนแต่จะขอมาสอบอย่างเดียว แล้วก็เล่าเรื่องแม่ให้ครูฟัง ครูก็ยอมแต่ขอให้มาโรงเรียนบ้าง ครูท่านนั้นท่านชื่อครูประณีต และท่านได้ให้โอกาสอย่างใหญ่หลวงแก่ชีวิตของเม้าอย่างมากมาย เม้าไม่ได้บอกแม่ว่าไม่ไปเรียนทุกวัน แต่ไปอาทิตย์ละวันหรือสองวัน ที่เหลือก็บอกแม่ว่าโรงเรียนมีกิจกรรม แม่ก็ไม่ได้สงสัยอะไร แล้วในปีนั้นเม้าก็ทำให้แม่และครูดีใจ เพราะสอบได้ที่หนึ่งของห้อง หลังจากปีนั้นพี่ๆเริ่มจบการศึกษาแม่เริ่มสบายขึ้นมาก เพราะแม่มีเงินเดือนจากพี่ๆ พี่ยีเป็นตัวอย่างที่ดีและเป็นวีระบุรุษของน้องๆ ทุกเรื่องที่พ่อและแม่เอ่ยถึง ทั้งสองก็จะได้รับทันที ไม่เคยได้ยินคำว่าไม่จากพี่ชายคนนี้เลย ตอนเรียนหนังสือ พี่ยีเป็นคนเรียนหนังสือเก่งกิจกรรมเยี่ยม ก็เลยได้เรียนคณะวิศวกรรมในสถาบันมีชื่อ และมักจะเป็นประธานนักศึกษาเกือบทุกที่ๆพี่ยีเรียน พี่ยีจะตื่นแต่เช้าเพื่อไปส่งหนังสือพิมพ์
และไปช่วยเขาส่งกาแฟเพื่อเอาเงินมาช่วยแม่ก่อนไปเรียน พี่ยีบอกน้องๆเสมอว่าเรียนไปเถอะขาดเหลืออะไรพี่จะจัดการให้ และพี่ไม่เคยปดต่อคำพูดตัวเองเลย นอกจากนี้แล้วไม่เคยเห็นพี่ยีตอบปฎิเสธใครถ้ามาขอความช่วยเหลือ แม้กระทั่งทุกวันนี้ถ้าใครพูดถึงพี่ยี ก็จะพูดว่าเขาไม่เคยเซย์โนกับใครทุกคำที่ขอความช่วยเหลือ พี่ยีจึงเป็นที่รักของทุกคนและเพื่อนบ้าน ในช่วงเรียนมหาลัยฯตอนไปอ่านหนังสือและติวหนังสือกับเพื่อนๆแถวเกษตร มีอยู่คืนหนึ่งที่เม้าอ่านหนังสือจนล้า จึงเอนกายพิงกำแพงพักสายตาพอลืมตาขึ้นมาก็เห็นพระพุทธรูปห่างจากตัวประมาณเมตรครึ่ง ทองสุกปลั่งสักครู่ก็เปลี่ยนไปเป็นโครงกระดูก จะว่าผีอำก็ยังเห็นพัดลมหมุนอยู่ซ้ายมือ ขาเหยียดตรงเห็นเหงื่อตรงปลายหางตา แต่ขยับตัวไม่ได้ ไม่รู้
จะทำอย่างไร จู่ๆก็นึกถึงหลวงปู่แหวน สุจิณโณและเห็นท่าน สักพักโครงกระดูกก็รวมเป็นพระพุทธรูปแล้วก็หายวับไป อีกห้านาทีเพื่อนๆมาชวนเล่นผีถ้วยแก้ว เม้าได้แต่ร้องบรื๋อแล้วก็คลุมโปงนอนทันที หลังจากนั้นสองสามวันมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งกวักมือเรียก แล้วบอกว่าเอ็งเอาพระไปห้อยคอ แล้วท่านก็ยื่นหลวงปู่แหวนรุ่นเราสู้มาให้องค์หนึ่ง จากความคิดว่าพระพุทธอยู่ที่ใจไม่นิยมอิฐปูน ก็เลยมีหลวงปู่แหวนมาคล้องคอด้วยความเคารพและศรัทธา
เรื่องของเม้า
เอ....ที่เขียนมานี่มันสอดคล้องกับหัวข้อของท่านสะมะชัยโยหรือเปล่าว่า "ตามหาแก่นธรรม" วันนี้ขอแค่นี้ก่อนนะครับ - เม้า 10/3/53
วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
พระพุทธศานสนามหายานกับจีน
ธรรมชาติอีกทางหนึ่ง หากมีศาสนานั้น ๆ มีความมั่นคงเข้มแข็งพอศาสนานั้นหรือความเชื่อนั้นก็จะดํารงตนเองต่อไปอีกยาวนาน จะมั่นคงยั่งยืนอยู่ในกลุ่มชนนั้น ๆ ชั่วลูกชั่วหลานเรียกว่าเป็นการตรวจสอบโดยมวลชนในท้องถิ่นนั้น ๆ ในคัมภีร์พุทธศาสนาก็ยังปรากฏพระพุทธวัจนะทำนองนี้ดังที่ว่า.....พระพุทธศาสนาจะยั่งยืนอยู่ได้ ก็ด้วยพุทธบริษัททั้ง 4 เป็นอาทิ ก็อีกนั่นแหละ ถ้าว่าไปแล้วก็เป็นธรรมดาของทุกศาสนาในโลกความที่ได้ผ่านการตรวจสอบของกาลเวลาและมีอายุการดํารงอยู่อย่างยืนยาวมันก็ต้องมีส่วนที่เป็นหลักเป็นเค้าโครงแท้จริงอยู่บ้างบวกเพิ่มเสริมแต่งเข้าไปบ้างสันนิษฐานเชิงวิชาการซ่อมแซม
เข้าไปบ้างที่ไหน ๆ มันก็มีอรรถกถาจารย์อยู่เกลื่อนปหมด เรื่องเช่นนี้จึงน่าจะเป็นเรื่องปกติธรรมดา บางส่วนก็เป็นแก่น บางส่วนก็เป็นกระพี้ อย่าลืมว่าศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อความศรัทธา ซึ่งเป็นหน้าที่ของจิตใจความคิดนึกโดยตรง เรื่องที่จะให้หลงผิดคิดไปคนละทางก็ย่อมเป็นไปได้ง่าย เหมือนลิงปอกกล้วยเข้าปาก เพราะแต่ละคนแต่ละชนชาติล้วนมีอัตตาเป็นที่ตั้งของตนทั้งสิ้น ยิ่งความเชื่อความศรัทธาแล้ว เป็นสิ่งที่เกิดจินตนาการได้อย่างหลากหลาย พระพุทธศาสนาก็ได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งความมีเหตุมีผล เป็นศาสนาในอาณาจักร์แห่งความคิดนึกโดยตรง นี่ก็ยิ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีสําหรับการจุดประกายความคิดนึกที่แตกต่างกันออกไปให้เรืองจรัสขึ้นมาได้ วิธีที่ดีที่สุดสําหรับการรับรู้เรื่องราวของศาสนานั่น
ก็คือ เปิดใจให้กว้างรับฟังไว้ด้วยความเป็นบัณฑิตดังคำพระท่านว่าโยนิโสมนสิการต้องมีทมะในการรับฟังสิ่งที่ต่างไปจากตนโดยการพิจารณาไตร่ตรองจีนเป็นประเทศใหญ่ มีประชากรมากนับเป็นพันล้านพื้นที่กว้างขวางใหญ่โต ประมาณว่าพื้นที่เท่ากับ 1 ใน 15 ของพื้นที่โลก มีประชากรหลายเผ่าหลายพันธ์รวมกัน แต่ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือมีประวัติศาสาตร์และมีประเพณีัวัฒนธรรมยาวนานนับ เป็นพัน ๆ ปี ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องรุ่นแล้วรุ่นเล่า เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนเท่ห์ อาณาจักร์อียิปต์ สุเมเรียน กรีก โรมัน แม้มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและยิ่งใหญ่ แต่ได้ขาดช่วงและล่มสลายไปแล้วก็มี บางส่วนก็ถูกกลืนไปผสมอยู่ในชนชาติและเผ่าพันธุ์อื่น ๆ ก็มีแต่จีนยังคงเป็นอาณาจักร์ที่มีวัฒนธรรมสืบต่อกันมายาวนานนับพันปีโดยไม่ขาด ช่วงไม่ขาดตอนและรักษาจารีตความเป็นชนชาติแต่ดั้งเดิมไว้ได้จนทุกวันนี้ แถมยังเพิ่มดินแดนการปกครองเข้าไปอีกในปัจจุบัน เมื่อพุทธศาสนาแผ่เข้าสู่จีน จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามและควรแก่การค้นคว้าศึกษา ความเป็นมาและเป็นไปเหล่านี้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะพุทธศาสนาในจีนนั้น
หลักใหญ่เป็นพุทธศาสนานิกายมหายาน ซึ่งก็มีหลายลัทธิแตกแขนงสาขาออกไปอีก ด้วยกุศโลบายการเผยแผ่ธรรมของทั้งสองฝ่ายคือ มหายานและหินยาน ทําให้มีข้อแตกต่างกันในรายละเอียดหลายส่วน ต่างฝ่ายต่างก็สร้างจุดเด่นเพื่อดึงมวลชนให้เข้ามาเลื่อมใสศรัทธานิกายของตนให้มากที่สุด แต่โดยปรัชญาธรรมอันเป็นที่สุดแล้ว ก็มีความมุ่งหมายไปในทางเดียวกันคือ สันติสุขแห่งสังคมโลก ปัญหาพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นในบ้านเรานั่นเป็นส่วนหนึ่งที่พยายามชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของลัทธิและข้อดีข้อเด่นในแต่ละฝ่ายซึ่งปัญหาลักษณะนี้หากได้ศึกษาลงลึกกันแล้วจะเห็นได้ว่ามันมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลขณะที่พระบรมศาสดาเจ้ายังคงพระชนม์ชีพด้วยซํ้าไม่ใช่ของแปลกใหม่แต่ประการใด จะใหม่ก็แต่วิธีการรูปแบบของปัญหาแต่เนื้อหาสาระของปัญหาเป็นเรื่องเก่าแก่นานมาแล้วเรื่องอย่างนี้จะผิดหรือถูกผมว่ามันอยู่ที่กาลเทศะมากกว่าไม่ใช่เรื่องปรัชญาหรือเชิงอรรถ พระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้าสู่แผ่นดินจีนราวพุทธศตวรรษที่ 3 โดยประมาณสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพุทธมหายาน ซึ่งต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 7 พุทธ
ศาสนาฝ่ายมหายานก็จําเริญขึ้นอย่างเต็มที่พระพุทธศาสนามหายานมีหลายนิกายแต่ก็สามารถดํารงไว้คู่เคียงกับศาสนาเต๋าซึ่งในต้นศตวรรษที่ 7 นั้นถือเป็นยุคทองของศาสนา(เต๋า)เข้าใจว่าพระพุทธศาสนาที่เผยแผ่เข้าสู่แผ่นดินจีนในครั้งกระนั้นน่าจะมีศาสนาพราหมณ์ปะปนเข้าไปบ้างแล้วครั้นต้องมาอยู่ในดินแดนถิ่นกําเนิดของศาสนา(เต๋า)ก็น่าจะได้รับอิทธิพลของเต๋าปะปนเข้าไปเช่นกันส่วนใหญ่จะสอดแทรกเข้ามาในรูปของพีธีกรรม เช่นเดียวกับพระพุทธศาสนาหินยานฝ่ายเถรวาทในบ้านเรา ซึ่งมีอิทธิพลของพราหมณ์เข้าเจือปนอยู่มาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นไปในรูปของพิธีกรรมถ้าพิจารณาโดยภาพรวมทั้งหมดของฝ่ายมหายานจะพบว่า ประเด็นสําคัญที่แตกต่างกันออกไปมากจากหินยานเถรวาทนั้น มักจะเป็นคติในแง่ปรมัตถธรรม โดยพระพุทธศาสนาหินยานมุ่งเผยแผ่พระสัทธรรมในรูปของ ธรรมาธิษฐาน Expostion in terms of Truth อธิบายธรรมในเชิงซ้อนอิงหลักเหตุและผลตามความเป็นจริง เป็นแนวคิดที่ตรงไปตรงมาในแง่ของเนื้อหาสาระขณะที่พระพุทธศาสนามหายาน มุ่งไปที่แนวทางของ บุคลาธิษฐาน Personification อ้างอิงวัตถุธรรม หรืออาศัยกายภาพทางความคิดเป็นตัวสื่อยกเป็นข้อเปรียบเทียบที่สามารถสัมผัสจับ
ต้องได้ (ทางกายและจิต) เป็นหลัก โดยอิงแนวปรัชญาธรรมและพิธีกรรมจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พระพุทธศาสนามหายานจะมีพระสูตรต่าง ๆ มากมาย ซึ่งเดินเนื้อหาของเรื่องด้วยปรัชญาธรรมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งง่ายต่อการทําความเข้าใจในเบื้องต้นสําหรับคนหมู่มาก สมกับชื่อของนิกายว่า มหายาน คล้ายเป็นพาหนะขนาดใหญ่ที่สามารถจะเคลื่อนย้ายผู้คนไปได้คราวละมาก ๆเมื่อกล่าวถึงเรื่องราวของพระศาสนา ก็ต้องมีคําศัพท์เฉพาะทาง อ่านยาก ติดเข้ามาเป็นช่วง ๆ ไป ค่อย ๆ อ่าน ค่อย ๆ ทบทวนเอาแล้วกันตรงไหนที่พอจะอธิบายขยายความได้โดยไม่ทําให้เสียเนื้อหาสาระส่วนใหญ่ก็จะพยายามแทรกเอาไว้ตามสถานการณ์คัมภีร์ทางฝ่ายหินยานเถรวาทยึดเอาบาลีเป็นหลักในขณะที่คัมภีร์ฝ่ายมหายานยึดเอาภาษาสันสกฤตเป็นหลักต้องแปลจากทั้งสองภาษามาเป็นไทยแล้วต้องแปลจากไทยเป็นไทยอีกต่อหรือไม่ก็แปลเป็นภาษาอังกฤษเสียก่อนแล้วค่อยย้อนแปลเป็นภาษาไทยอีกทีหลายทอดหลายต่ออย่างนี้นี่ก็เป็น
อีกเหตุหนึ่งที่ทําให้เนื้อหาสาระของแท้ดั้งเดิมเสื่อมคลายไปมาก เป็นเรื่องของภาษาศาสตร์มากกว่าด้วยเหตุนี้ มหายานจึงมีจุดเด่นในการนําเสนอพระสัทธรรมเชิงบุคลาธิษฐานเป็นที่ฮือฮาเฮโลกันไม่น้อยทีเดียวซึ่งเชื่อว่าน่าจะถูกจริตคนไทยมากที่สุด โดยเฉพาะพระสูตรบทหนึ่งของ มหายานลัทธิสุขาวดี ซึ่งเข้าไปมีบทบาทในแผ่นดินจีนมากที่สุดในราวพุทธศตวรรษที่ 8 - 9 ซึ่งตรงกับช่วงสมัย (สามก๊ก) ตอนปลายที่แผ่นดินจีนระสํ่าระสายเข้าขั้นกลียุคนั่นคือพระคัมภีร์ อมิตายุสูตร หรืออมิตายุรธยานสูตร เรียกได้อีกหลายชื่อที่ออกไปในทํานองนี้ อันพรรณนาความว่าด้วยพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งตรงนี้เป็นส่วนสําคัญของเรื่องที่กําลังเขียนถึงด้วย แล้วจะเกี่ยวโยงไปถึงอัลบั้มซีดี บทเพลงบรรเลงสวด ที่ได้แนะนํากันไว้ก่อนหน้าแล้วในอมิตายุสูตรของพระพุทธศาสนามหายาน ปรากฏความในตอนหนึ่งว่าสมัยหนึ่งเมื่อครั้งพระบรมศาสดาเจ้าประทับอยู่ ณ. เชตะวันวนารามซึ่งอนาถปิณฑิกเศรษฐีในกรุงสาวัตถีได้น้อมเกล้า
น้อมกระหม่อมถวายเป็นพุทธบูชา พร้อมด้วยสงฆ์สาวกประมาณ 1,250 พระองค์ ล้วนเป็นอรหันตขีณาสพ มีอาทิคือ พระสารีบุตรเถรเจ้า พระมหาโมคคัลลาน พระเรวัต พระจุฬปันถก พระนันท พระอานนัท พระราหุล พระควัมปติ พระปิณโฑลภารัทวาช พระกาฬุทายี พระมหากัปปิน พระวักกุลและพระอนิรุทธ เป็นต้น อีกทั้งพระมหาสาวกทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ พระมหาสัตว์เช่นพระมัฌชุศรีกุมารภูต พระอชิตโพธิสัตว์ พระคันธหัสดินโพธิสัตว์ พระนิตโยทยุกโพธิสัตว์ อีกทั้งพระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลายและเทพบุตรต่าง ๆ เป็นจํานวนมากมีท้าวสักกะเทวราชและท้าวสหัมปติพรหม เป็นต้น เข้าใจว่ารจนาจารย์ มีเจตนาจะยกอ้างเอาพระนามเหล่านี้ เป็นเสมือนหนึ่งสักขีพยาน เพื่อจะทําให้พุทธนิทานมหายานมีนํ้าหนักเพื่อ
ประโยชน์แห่งความเชื่อถือหรือน่าเชื่อถือ ด้วยมีบุคคลในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยพระพุทธองค์ซึ่งหลายคัมภีร์ฝ่ายพุทธศาสนาให้การยอมรับ ปรากฏอยู่ในพระสูตรนี้ด้วย สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสแก่พระสารีบุตรเถรเจ้าว่าจากที่นี้ไป 100,000 โยชน์ เบื้องปัจฉิมทิศ ทิศตะวันตก มีโลกธาตุแห่งหนึ่งชื่อ ว่า สุขาวดีในที่นั้นมีพระตถาคตอรหัตสัมมา สัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระนามว่า อมิตยุส อมิตาภะพุทธเจ้า - อมิตายุร อมิตพุทธเจ้า - อานันทพุทธเจ้า เสด็จสถิตเสวยสุขารมณ์และแสดงพระธรรมอยู่ในบัดนี้ดูก่อนสารีบุตรไฉนโลกธาตุนี้จึงได้ชื่อว่า สุขาวดีเล่า ?ก็เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายในที่นั้นหมายถึงดินแดนสุขาวดีพุทธเกษตรมณฑล - Sukavadee Buddha Land ไม่มีทุกข์กายหรือทุกข์ใจ มีแต่ความสุขทุกอย่างเหลือประมาณเหตุนั้นจึงชื่อว่า สุขาวดี ดูก่อนสารีบุตร เธอเคยนึกหรือไม่ว่า เหตุไฉนพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น จึงทรงพระนามว่าอมิตาภะ ดูก่อนสารีบุตรอันว่ารัศมีแห่งพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ย่อมส่องไปไม่มีที่สุดทั่ว
ทิศานุทิศ เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า อมิตาภะ อนึ่ง สารีบุตร ชนมายุแห่งพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นกับทั้งบริวารของพระองค์นั้นไม่มีกําหนดขีดคั่นชั่วกัลปาวสานเหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า อมิตาภะ คําว่าอมิตา อมิตะ อมิตาภะหรืออมิตายุร หรืออมตะ แปลว่าหาที่สุดมิได้ไม่มีต้นไม่มีท่ามกลางและไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอนันตกาล มีอายุยืนยาวหาที่สุดมิได้มีพระรัศมีแผ่ไปไม่รู้จบสิ้นพระรูปของพระพุทธเจ้าองค์นี้จึงมีเครื่องหมายสวัสติกะอยู่ตรงกลางพระอุระเสมอซึ่งตรงกับอักษรจีนอ่านว่า ว่าน แปลว่าหมื่น หมายถึงมีอายุนับเป็นหมื่น ๆ ปีนั่นเอง ความในพระสูตรนี้มีอีกมากยกมาเฉพาะส่วนที่เป็นสาระของเรื่องที่จะดําเนินไปเท่านั้นนอกจากพระบรมศาสดาเจ้าได้แสดงธรรมถึงองค์พระอมิตาภะพุทธเจ้าแล้วยังได้สาธยายถึงดินแดนแห่งสุขาวดีหรือพุทธเกษตรมณฑลในแง่ภูมิศาสตร์ รัฐศาสตร์ปรัชญาสังคมและความงดงามร่มรื่นเป็นความมหัศจรรย์อีกมากมายสุดพรรณนารวมความถึงได้ทรงจําแนกพระพุทธเจ้าอีกจํานวนมาก
ซึ่งปรากฏอยู่ในโลกธาตุในทิศต่าง ๆ พระพุทธศาสนาหินยานฝ่ายเถรวาท มีคติเรื่องโลกธาตุเอาไว้เพียง 31 โลกธาตุเท่านั้น นั่นคือการจําแนกสวรรค์เรียงลําดับชั้นจากโลกมนุษย์ขึ้นไปเช่น สวรรค์ที่ต่อแดนกับมนุษย์โลกคือ สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิก มนุษย์โลก - เทวโลก - พรหมโลก ถือว่าติดกับโลกมนุษย์มากที่สุด แล้วก็เรียงลําดับโลกธาตุขึ้นไปเป็นสเต็ปและไกลออกไปจนสุดขอบเขตชนิดที่ไม่มีกลางวันกลางคืนพ้นรัศมีจากระบบสุริยจักรวาล แสงดวงอาทิตย์สาดส่องไปไม่ถึงสุดเขตแดนสุญญากาศนั่นคือสวรรค์ชั้น เนวสัญญานาสัญญยตน เป็นที่สถิตของ อรูปพรหม ในทางเต๋าเชื่อกันว่าองค์เต่าหมู่เทียนจุน ก็ประทับอยู่ที่สวรรค์ชั้นนี้ แต่ฝ่ายมหายานนั้นมีโลกธาตุหรือโลกอื่นๆนอกจากโลกมนุษย์อีกมากซึ่งลําดับในชั้นต้นนั้นจากคัมภีร์หลายฝ่ายก็สอดคล้องกัน จะแตกต่างกันไปบ้างก็ในช่วงปลายซึ่งพระศากยมุนี
พุทธเจ้าก็ทรงลําดับเอาไว้ในพระสูตร ฝ่ายมหายาน ที่ว่านี้เช่นกัน นอกจากความเชื่อซึ่งเป็นคติของพุทธศาสนามหายานในเรื่องโลกธาตุแห่งหนึ่งคือ แดนสุขาวดีพุทธเกษตรมณฑลแล้ว ลัทธิตรีกายที่มีคติว่าพระพุทธเจ้ามี 3 กาย ก็มีบทบาทอย่างมากในนิกายนี้เช่นกัน แต่มีประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นประเด็นที่โดดเด่นมาก ๆ สำหรับพุทธนิกายมหายานซึ่งทำให้นิกายนี้ต่างไปจากหินยานเถรวาทอยู่ไม่น้อยนอกจากสองสามประเด็นที่ว่ามาแล้วประเด็นที่ว่านี้ก็คือ เรื่องราวของ พระโพธิสัตว์ ในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทไม่ค่อยจะได้พบคำนี้บ่อยนักแต่ถ้าเป็นคัมภีร์หรือพระสูตรต่าง ๆ ของมหายานที่มีมากมายนั้นพระโพธิสัตว์กลาย เป็นอีกจุดเด่นหนึ่งและมหายานให้ความสำคัญมากทีเดียว
บทความโดย..........................ธนกฤต เสรีรักษ์
วันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ไฮกุ - 0.1
ความสามารถนี้ เหมือนการ เปิดแห่งจิต ซึ่งอยู่เหนือความคิด หรือการรับรู้ทางใจ ( ไม่ใช่การรับรู้ทาง ประสาทสัมผัส ) เป็นบางสิ่งที่กว้างขวางซึ่งเกิดขึ้นจากรูปแบบของ ไฮกุดังนั้นมันจึงผลิตความสมดุลหรือชุดแห่งความสมดุลที่ไวต่อการรับรู้ แห่งความคิด สมมุติว่า แทนที่เราจะมองผ่านหน้าต่างแล้วพูดว่า "ฝนกำลังตกอีกแล้วเช้านี้ "
.............เรากลับพูดว่า " ฝนกำลังตก อีกแล้ว เช้านี้ " พูดเช่นนี้จะทำให้รู้สึกแตกต่างกันหรือไม่ Mr. R. H. Blyth ได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับไฮกุไว้ ๔ ชุด ชึ่งประกอบ ด้วยข้อมูลมากมายและตรงจุด ซึ่งถือว่าเป็นชุดที่ดีชุดหนึ่งของเซนที่อยู่ ในวรรณคดีภาษาอังกฤษ
ตำแหน่ง:
England, UK
วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
九皇齋節 - 心经
王菲法门寺诵 心经
觀自在菩薩,行深般若波羅蜜多時, 照見五蘊皆空,度一切苦厄。舍利子, 色不異空,空不異色,色即是空,空即是色, 受想行識亦復如是。舍利子是諸法空相, 不生不滅,不垢不淨,不增不減,是故空中無色, 無受想行識,無眼耳鼻舌身意,無色身香味觸法, 無眼界,乃至無意識界,無無明,亦無無明盡, 乃至無老死,亦無老死盡,無苦集滅道,無智亦無得, 以無所得故,菩提薩埵。依般若波羅蜜多故, 心無罣礙,無罣礙故,無有恐怖,遠離顛倒夢想,究竟涅槃。 三世諸佛,依般若波羅蜜多故,得阿耨多羅三藐三菩提, 故知般若波羅蜜多是大神咒,是大明咒,是無上咒, 是無等等咒,能除一切苦,真實不虛,故說般若波羅多咒, 即說咒曰:「揭諦,揭諦,波羅揭諦,波羅僧揭諦,菩提薩婆訶。」
觀自在菩薩,行深般若波羅蜜多時, 照見五蘊皆空,度一切苦厄。舍利子, 色不異空,空不異色,色即是空,空即是色, 受想行識亦復如是。舍利子是諸法空相, 不生不滅,不垢不淨,不增不減,是故空中無色, 無受想行識,無眼耳鼻舌身意,無色身香味觸法, 無眼界,乃至無意識界,無無明,亦無無明盡, 乃至無老死,亦無老死盡,無苦集滅道,無智亦無得, 以無所得故,菩提薩埵。依般若波羅蜜多故, 心無罣礙,無罣礙故,無有恐怖,遠離顛倒夢想,究竟涅槃。 三世諸佛,依般若波羅蜜多故,得阿耨多羅三藐三菩提, 故知般若波羅蜜多是大神咒,是大明咒,是無上咒, 是無等等咒,能除一切苦,真實不虛,故說般若波羅多咒, 即說咒曰:「揭諦,揭諦,波羅揭諦,波羅僧揭諦,菩提薩婆訶。」
วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
Life
อย่าให้ชีวิตมีเพียง I wish
ผลสำรวจของพยาบาลพบว่าคนไข้ที่ใกล้เสียชีวิต
จะพูดเหมือนๆกันอยู่ 5 ประโยค
I wish that I had let myself be happier.
ฉันอยากทำให้ตัวเองมีความสุขมากกว่านี้
I wish I’d had the courage to live a life true to myself,
not the life others expected of me.
ฉันอยากมีความกล้าพอที่จะมีชีวิตของตัวเอง
ไม่ใช่ใช้ชีวิตตามความคาดหวังของคนอื่น
I wish I didn’t work so hard.
ฉันอยากที่จะไม่ต้องทำงานมากขนาดนั้น
I wish I’d had the courage to express my feelings.
ฉันอยากมีความกล้าพอที่จะแสดงออกถึงความรู้สึก
I wish I had stayed in touch with my friends.
ฉันอยากติดต่อกับเพื่อน
คนนั้นมีชีวิตเฉลี่ยแค่สองหมื่นกว่าวัน...
ไม่มีใครรู้ว่าจะมีพรุ่งนี้ได้อีกกี่วัน เวลามีเหลือกันเท่าไหร่
จะมีลมหายใจอีกกี่ครั้ง เรายังมีความฝัน
ความอยาก ถ้ามีชีวิตแล้วไม่ได้ใช้....คงได้แค่ I wish
จิตฝัน
โลกความคิด จิตสร้าง
เรื่อง ฟูเฟื่องฝัน
แล้วยึดมั่น ผูกพัน ฝันหวั่นไหว
พยับแดด รุ้งเรืองรอง มองไกลๆ
หวังจะได้ พอเข้าใกล้ กลับไม่จริง
Dreaming Mind
Mirages seem glorious and real
But on close inspection there is nothing there
พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส
"ในนิกายเซนมีคำกล่าวว่า จุดเริ่มแรกของการเติบโตไปในศาสนมรรคคือ การเชื่อมั่นว่าเราทุกคนล้วนมี หรือครอบครองศักยภาพแห่งการเป็นพุทธะ หรือบุคคลที่พร้อมตื่นจากอวิชชาอยู่ในตัว ความเชื่อมั่นเช่นนั้นสำคัญยิ่งกว่าการรู้คำสอนมากมายเสียอีก ถ้าเราเชื่อว่าเรามีธรรมชาติที่บริสุทธิ์งดงาม ความผิดพลาดทั้งหลายล้วนเริ่มต้นใหม่ได้ สิ่งปฏิกูลเกาะเกี่ยวล้วนถูกชำระทิ้งได้ บทเรียนเช่นนี้ถูกสอนผ่านในเวลาอันสั้นให้ผมได้ประจักษ์..." อนุสรณ์ ติปยานนท์
มีดประจำตัว
ใน
อดีตผมจะแบกมีดชุดหนึ่งกลับบ้านในยามค่ำ เป็นกฎเกณฑ์สำคัญข้อหนึ่งของการเป็นพ่อครัว เราไม่ใช้มีดของใครถ้าไม่จำเป็น และเราก็ไม่ยอมให้ใครใช้มีดของเราถ้าไม่จำเป็นเช่นกัน มีดเป็นสิ่งของประจำตัว และสำหรับคนที่ต้องประกอบอาหารเป็นอาจิณ มีดเป็นยิ่งกว่าคนรัก
ความคมของมันซื่อสัตย์ต่อเราทุกครั้งในยามที่พึ่งพา และแม้อาจมีบางครั้งที่เราอาจเผลอไผลถูกมันบาดแทง รอยแผลที่เกิดจากมันก็ลบเลือนได้เร็ว ไม่รั้งอยู่นานเหมือนแผลที่เกิดจากคนรักและความรัก
ในอดีตตอนนั้น ผมอาศัยอยู่แถบห้องเช่าย่านอีสต์ลอนดอน ที่อุดมไปด้วยคนตะวันออกกลางหลากประเทศ ว่าไปแล้วมันก็เป็นถิ่นที่ไม่น่าอยู่อย่างยิ่งในเมืองใหญ่แห่งนั้น แต่ด้วยค่าเช่าที่แสนถูก และการเดินทางที่สะดวกง่ายดาย ทำให้ผมปฏิเสธมันได้ยาก ประชากรหลายคนในแถบนั้น คงรู้สึกหวาดหวั่นที่ต้องเดินทางกลับบ้านในยามดึก โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวปล้นจี้อยู่เนืองๆ บนชั้นสองของรถประจำทางเที่ยวกลางคืน แต่ผมไม่เคยรู้สึกเช่นนั้นเลย
โดยเฉพาะยามที่ผมแบกกระเป๋ามีดที่ข้างในบรรจุมีดคู่ใจสามเล่มอันได้แก่ มีดทำครัว (cooking knife) มีดแล่ (fillet knife) และมีดปอก (pairing knife) หลังทำความสะอาดครัวแล้ว มีดทั้งสามจะถูกผมลับอย่างคมกริบ และถูกเก็บอย่างทะนุถนอมลงในกระเป๋า
หลายครั้งความรู้สึกของการแบกมีดติดตัวไปอย่างเดียวดายในเมืองใหญ่ อดทำให้ผมนึกถึงตัวละครในนวนิยายกำลังภายในเรื่องหนึ่งของโกวเล้งไม่ได้ คนคนหนึ่งแบกหีบบรรจุอาวุธที่น่ากลัวชนิดหนึ่ง เดินเข้าสู่นครเชี่ยงอันอย่างเงียบงัน มันเป็นความรู้สึกที่โดดเดี่ยวของคนที่ไร้ราก แต่ก็มีความมั่นใจอันแปลกประหลาดแฝงเร้นอยู่
ถึงแม้ปัจจุบันนี้สิ่งที่ผมนำพาติดตัวจะเปลี่ยนจากมีดมาเป็นปากกา ผมก็ยังจำความรู้สึกเช่นนั้นได้ ความรู้สึกของการเริ่มต้นเก็บออมเงิน เพื่อซื้อมีดชั้นดีหนึ่งเล่ม ความรู้สึกของการฝนคมมีดกับหินลับในยามค่ำ ความรู้สึกที่มีต่อเนื้อมีดเมื่อ
มันแทรกผ่านเข้าไปในเนื้อสัตว์ที่จับต้อง มันเป็นความรู้สึกของการเชื่อมั่นในบางสิ่งที่อยู่นอกตัวเรา แต่ใช้การได้จริง เป็นความรู้สึกที่ไม่มีความกังขา ไม่มีความลังเลสงสัยใดเลย
เมื่อเช้าสองวันที่ผ่านมา ผมลุกจากโต๊ะเขียนหนังสือที่บ้านพักในโรงพยาบาลเกาะยาวของ น.พ.มารุต สลักเพชร (หมอหนุ่มที่ไม่ยอมเปิดคลินิกนอกเวลาเพื่อรักษาคนไข้ แต่พึงใจเปิดคลินิกส่วนตัว เพื่อรักษาจินตนาการในงานเขียนในชื่อ นกปักษนาวิน) เพื่อหาของมีคมบางอย่างเปิดซองจดหมาย ผมพบมีดทำครัวเล่มหนึ่งถูกทิ้งให้สนิมเกาะอยู่ในครัว มันแลดูหมดสภาพความคมมานานนับศตวรรษ อาจเป็นมีดของใครบางคนที่ถูกทอดทิ้งจนลืม
ผมหยิบมันขึ้นดูและตัดสินใจฝนมันกับหินลับว่า มันจะกลับสู่คุณสมบัติเดิมได้หรือ ไม่ช้านานมีดเล่มนั้นเริ่มอวดความคมของมัน ผมออกไปที่ตลาดสด ซื้อปลาทะเลมาหนึ่งตัว และอีกหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นทั้งผมและหมอมารุต เราก็ได้รับประทานเนื้อปลาที่สดหวานพร้อมกัน ด้วยมีดที่ผมเชื่อมั่นว่ามันต้องยังคงแฝงคุณลักษณ์แห่งความเฉียบคมอยู่เหมือนมีดประจำตัวในอดีตของผม
ในนิกายเซนมีคำกล่าวว่า จุดเริ่มแรกของการเติบโตไป
ในศาสนมรรคคือ การเชื่อมั่นว่า..
เราทุกคนล้วนมีหรือครอบครองศักยภาพแห่งการเป็นพุทธะ หรือบุคคลที่
พร้อมตื่นจากอวิชชาอยู่ในตัว
ความเชื่อมั่นเช่นนั้นสำคัญยิ่งกว่าการรู้คำสอนมากมายเสียอีก
ถ้าเราเชื่อว่าเรามีธรรมชาติที่บริสุทธิ์งดงาม
ความผิดพลาดทั้งหลายล้วนเริ่มต้นใหม่ได้ สิ่งปฏิกูลเกาะเกี่ยว
ล้วนถูกชำระทิ้งได้
บทเรียนเช่นนี้ถูกสอนผ่านในเวลาอันสั้นให้ผมได้ประจักษ์
และแน่ล่ะมันเป็นบทเรียนที่ยากจะลืม..
ในชีวิตหนึ่งของเรา ที่หาความเชื่อมั่นได้น้อยเต็มที
ตำแหน่ง:
กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)














