วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2561
ชวนคิดชวนคุย ตอน ศิวลึงค์ที่วัดโพธิ์

หัวข้อธรรม...อย่ายอมตกอยู่ในอำนาจของจิต มา จิตฺตสฺส วสํ คมิ(คุตตาเถรีคาถา ๒๖/๔๖๖)
เป็นที่แน่นอนว่าพวกเรามีภาระหน้าที่กันทุกคน และไม่ใช่สิ่งที่ถูกสั่งให้ทำหรือสิ่งที่เราได้รับมอบหมายมาแต่เป็นสิ่งที่ตัวเราเองเลือกที่จะทำและดังนั้นดำเนินไปตามจิตใจที่เป็นอิสระของเราโดยเพียรพยายามเพื่อบรรลุภาระหน้าที่ดังกล่าวขอให้มี ชัยชนะ ในชีวิตของเราไม่มีความจริงใดที่พูดได้เสียงดังไปกว่าการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมในชีวิตของท่านไม่มีข้อพิสูจน์ใดที่ทรงพลังไปกว่าการเปลี่ยนแปลง ชะตากรรมของเรา
ภาระหน้าที่ด้านการงาน(ดำรงชีวิต)ภาระหน้าที่ทำนุบำรุงบิดา - มารดา ภาระหน้าที่ทาง ครอบครัว(การเลี้ยงดูบุตร ภรรยา)อีกประการหนึ่งถ้าจำไม่ผิดหลวงพ่อ ปัญญา นันทภิกขุ ได้เมตตาสั่งสอนไว้ว่าธรรมะ คือหน้าที่ หน้าที่ คือ ธรรมมะ ท่านพุทธทาส อินทปัญโญ ก็ได้เมตตาสั่งสอนไว้เกี่ยวกับหน้าที่เพราะฉะนั้นมีข้อคิดอยู่ว่าการดำเนินชีวิตประจำวันต้องสอดคล้องกับ หลักธรรม
การงานคือการปฏิบัติธรรม
อันการงาน คือคุณค่า ของมนุษย์
ของมีเกียรติ สูงสุด อย่าสงสัย
ถ้าสนุก ด้วยการงาน เบิกบานใจ
ไม่เท่าไร ได้รู้ธรรม ฉ่ำซึ้งจริง
เพราะการงาน เป็นตัวการ ประพฤติธรรม
กุศลกรรม กล้ำปนมา มีค่ายิ่ง
ถ้าจะเปรียบ ก็เปรียบคน ฉลาดยิง
นัดเดียววิ่ง เก็บนก หลายพกมา
คือการงาน นั้นต้องทำ ด้วยสติ
มีสมาธิ ขันติ มีอุตสาห์
มีสัจจะ มีทมะ มีปัญญา
มีศรัทธา และกล้าหาญ รักงานจริง......พุทธทาส ภิกขุ
ไม่ห่างจิตปฏิบัติธรรมไม่ห่างกายเมื่อจิตกับกายไม่ไกลจากธรรม - ธรรมะจึงอยู่ในชีวิตประจำวัน ธรรมะกับชีวิตจะต้องดำเนินควบคู่กันไป เราไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีธรรมะ หาไม่แล้ว ชีวิตของเราก็ไม่แตกต่างอะไรกับซากศพที่เดินได้เราไม่อาจแยกธรรมะออกจากชีวิตของเราได้ หาไม่แล้วชีวิตของเราก็จะไร้ซึ่งคุณค่า สาระแลแก่นสารบทสรุปที่อยุ่ในตอนท้ายของเรื่อง มีไว้เพื่อช่วยทำความเข้าใจในสาระของเรื่องเท่านั้น มิได้ต้องการจำกัดขอบเขตของความลึกซึ้งในการทำความถึงแต่อย่างใด
วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561
ศักดิ์ศรีของชีวิต
"ปัญญา"คือ ขณะที่เข้าใจ ปัญญานำไปในกิจทั้งปวงที่เป็นกุศล จนกระทั่งดับกิเลสได้ ปัญญาเห็นตรง แต่ความไม่รู้ทำให้เห็นผิดเป็นถูก ถ้าไม่ตรงจะไม่ได้สาระจาก{พระธรรม}
การให้อย่างอื่นไม่มีค่าเท่ากับการให้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นมิตรที่ดี เป็นกัลยาณมิตรให้ความจริง ไม่ใช่ให้สิ่งหลอกลวงเพื่อหวังลาภ ยศ สรรเสริญ
วันอังคารที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560
แผ่นเสียง
หลังจากอากาศร้อนมาหลายเดือนก็กลับเข้าสู่ฤดูหนาวแต่ก็ไม่อาจทราบได้ว่าจะหนาวได้กี่วันอากาศหนาวนั้นดีอย่างไรอากาศหนาวฝนไม่ตกท้องฟ้าโปร่งเหมาะแก่การถ่ายภาพเมืองไทยเป็นเมืองร้อนไม่ใช่ร้อนธรรมดาแต่ร้องแบบ(หฤโหด)และแล้วก็เหลืออีก 11 วันจะหมดปี 2017 ดีใจที่อากาศกลับมาหนาวอีกครั้งหนาวแม้เพียงน้อยนิดก็ยังดีเป็นเวลานานมากเกือบลืมไปแล้ว(บังเอิญนึกขึ้นได้)นึกถึงเพลงหน้ากากเสือการ์ตูนยอดฮิตที่เคยดูทางทีวีสมัยเป็นเด็กก็เลยขุดแผ่นเสียงที่เคยซื้อไว้เมื่อ 45 ปีก่อนขึ้นมาดูอากาศหนาวทำให้นึกถึงเรื่องราวแต่หน -
หลังแต่ไม่รู้ว่าเข็มเครื่องเล่นแผ่นเสียงในสมัยนี้จะมีขายหรือเปล่า ? เคยเดินผ่านแถวสะพานเหล็กบ่อย ๆ แต่ไม่เคยเข้าไปถามสักที คิดถึงหนัง(เคนโด)สมัยเด็ก ๆ ในสมัยปี 1971 ยังเรียนอยู่ชั้นประถม 6 เคยออกอากาศช่อง 7 สีจำไม่ค่อยได้ล่ะมันนานมากไม่น่าจะใช่ช่อง 7 สีน่ะ ยังมีอีก 1 เรื่อง ชื่อเรื่อง ยูโด พระเอก มุกะ ทาเควากิ นางเอก เอมิ ชินโดะ เพลงในเรื่อง ยูโด เพราะมากในสมัยนั้นมีหนังฉายที่โรงหนัง Broadway ด้วยถ้าจะถามว่าโรงหนังบร์อดเวย์อยู่ตรงไหน ? โรงหนังบร์อดเวย์อยู่ถนนเจริญกรุงแต่โดนทุบทิ้งไปนานแล้วในยุคปี 1960 โรงหนังบร์อดเวย์มีหนังญี่ปุ่นเข้ามาฉายโรงหนังบร์อดเวย์โดนทุบทิ้งในยุค 1980 เฮ้อ...อยากกลับไปเป็นเด็กอีกประทศไทยมันนึกจะหนาวก็หนาวโดยเฉียบพลัน
หลังแต่ไม่รู้ว่าเข็มเครื่องเล่นแผ่นเสียงในสมัยนี้จะมีขายหรือเปล่า ? เคยเดินผ่านแถวสะพานเหล็กบ่อย ๆ แต่ไม่เคยเข้าไปถามสักที คิดถึงหนัง(เคนโด)สมัยเด็ก ๆ ในสมัยปี 1971 ยังเรียนอยู่ชั้นประถม 6 เคยออกอากาศช่อง 7 สีจำไม่ค่อยได้ล่ะมันนานมากไม่น่าจะใช่ช่อง 7 สีน่ะ ยังมีอีก 1 เรื่อง ชื่อเรื่อง ยูโด พระเอก มุกะ ทาเควากิ นางเอก เอมิ ชินโดะ เพลงในเรื่อง ยูโด เพราะมากในสมัยนั้นมีหนังฉายที่โรงหนัง Broadway ด้วยถ้าจะถามว่าโรงหนังบร์อดเวย์อยู่ตรงไหน ? โรงหนังบร์อดเวย์อยู่ถนนเจริญกรุงแต่โดนทุบทิ้งไปนานแล้วในยุคปี 1960 โรงหนังบร์อดเวย์มีหนังญี่ปุ่นเข้ามาฉายโรงหนังบร์อดเวย์โดนทุบทิ้งในยุค 1980 เฮ้อ...อยากกลับไปเป็นเด็กอีกประทศไทยมันนึกจะหนาวก็หนาวโดยเฉียบพลัน
วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
บทกลอนสอนใจ
ขอน้อมรำลึกถึงพระคุณ ไต้ฮงกงโจวซือ
วันพฤหัสบดีที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2553
กลอนชีวิต ไต้ฮงกงโจวซือ ชีวิตดุจภาพลวงตา ดุจฟองน้ำ ดุจไฟฟ้า เวลาผ่านไปรวดเร็วดุจลูกไฟจากหินตะบันไฟ ตะวันตกเขาชั่วเพียงเวลาดีดนิ้วใบหน้าที่ยิ้มแย้มเมื่อหลายปีก่อน ฉับพลันเมฆดำทมึนปกคลุมว่ากลับบ้านเก่า พริบตาเวลาก็ผ่านพ้น เมื่อหลุดมือทำไมจะไม่ลาลับเมื่อไม่เอาจิตแท้บำเพ็ญให้ตื่นกลับก็จะหลงทาง ไม่รู้ทิศที่สุดชีวิตเหมือนผู้เดินทาง แค่พริบตาตะวันก็บ่ายคล้อยแล้วเป็นสิ่งที่ข้าเคยประสบผ่าน ยามเด็กเห็นเลือนลางอยู่ตรงหน้าวันวานเจ็บปวดพ่อ - แม่คืนสู่ยมโลก ตนเองก็หมุนเวียนมาเป็นลูก - หลาน ข้าร้องไห้ถึงบิดา -มารดาก็จากไปแล้ว ลูก ๆ หลาน ๆ ข้าก็จำจากที่สุดชีวิตคนสุดยากจะคะเน มีเฒ่าไหนไม่ต้องร่ำลามีความมุ่งหวังเวลาก็ผ่านไปเปล่า ๆ เหมือนกับว่ามีนาก็ปล่อยให้รกร้าง มีเงินมากมายก็ไร้ประโยชน์กลาย
หลงไหลที่ไหนได้เสียโอกาสไปยากที่จะให้เวลา หวนกลับคืน ยามเจริญ
รุ่งเรืองใครทะนงเหมือนได้ใจจงจัดแจงอนาคตอย่าทอดทิ้ง วโรวาท ไต้ฮงกงโจวซือ พลันได้ยินเสียงมนต์กระทบโสต เช้าวันนี้เปิดโอษฐ์จิตนวกะ ขยันขันแข็งฝากคำให้จำจดเล่าธรรมบทไฉนไม่ ตั้งอาสน์ ชุมนุมมหาบัณฑิตเปิดอบรมยอดเขาคมทางวก - วนเปลืองแรงตัดสู่ทางอริยะจงระวังหนักเข้าใจชัดกบิลเมืองใจอย่าท้อ หยิบ ฉวยอมฤตทิพย์หนึ่งกา หยินหยางดุจเตาฟืนไม้ถ่านใครกันขับเคลื่อนคุมรอบกาลฝึกสำเร็จจักวาลฟ้าปาง ก่อน ร้องตะโกนเชิญสุราบนเมฆขาว ภูยอดหนาวแมนสรวงเมาคลื่นธารเหล่าทพเซียนต่างแซ่ซ้องบรรพจารย์ ศิษย์ - อาจารย์ร่วมร้องบรรเลงเพลง ราตรีหนึ่งเนิ่นนานสำหรับผู้นอนไปหลับ ระยะทางหนึ่งโยชน์ยาวไกลสำหรับผู้อ่อนล้าแล้ว สังสารวัฏยาวไกลสำหรับผู้ไม่รู้แจ้งพระสัทธรรมชีวิตนี้สั้นนัก - ชีวิตนี้น้อยนัก
รุ่งเรืองใครทะนงเหมือนได้ใจจงจัดแจงอนาคตอย่าทอดทิ้ง วโรวาท ไต้ฮงกงโจวซือ พลันได้ยินเสียงมนต์กระทบโสต เช้าวันนี้เปิดโอษฐ์จิตนวกะ ขยันขันแข็งฝากคำให้จำจดเล่าธรรมบทไฉนไม่ ตั้งอาสน์ ชุมนุมมหาบัณฑิตเปิดอบรมยอดเขาคมทางวก - วนเปลืองแรงตัดสู่ทางอริยะจงระวังหนักเข้าใจชัดกบิลเมืองใจอย่าท้อ หยิบ ฉวยอมฤตทิพย์หนึ่งกา หยินหยางดุจเตาฟืนไม้ถ่านใครกันขับเคลื่อนคุมรอบกาลฝึกสำเร็จจักวาลฟ้าปาง ก่อน ร้องตะโกนเชิญสุราบนเมฆขาว ภูยอดหนาวแมนสรวงเมาคลื่นธารเหล่าทพเซียนต่างแซ่ซ้องบรรพจารย์ ศิษย์ - อาจารย์ร่วมร้องบรรเลงเพลง ราตรีหนึ่งเนิ่นนานสำหรับผู้นอนไปหลับ ระยะทางหนึ่งโยชน์ยาวไกลสำหรับผู้อ่อนล้าแล้ว สังสารวัฏยาวไกลสำหรับผู้ไม่รู้แจ้งพระสัทธรรมชีวิตนี้สั้นนัก - ชีวิตนี้น้อยนัก
วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2557
วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2557
วัญจกธรรม(ธรรมเป็นเครื่องหลอกลวง)38 ประการ
๑. ความพอใจในกาม ย่อมลวง เหมือนกับว่าเป็นอปฏิกูลสัญญา
๒. ความพยาบาท ย่อมลวง เหมือนกับว่าเป็นปฏิกูลสัญญา
๓. ถีนมิทธะ (ความท้อถอย ง่วงเหงา) ย่อมลวง เหมือนกับว่าเป็นสมาธิ
๔. อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน) ย่อมลวง เหมือนกับว่าเป็นการปรารภความเพียร
๕. กุกกุจจะ (ความรำคาญใจ) ย่อมลวง เหมือนกับว่าเป็นผู้ใคร่ในการศึกษา
๖. วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) ย่อมลวง เหมือนกับว่ามีการพิจารณาทั้งสองฝ่าย
๗. ความหลงพร้อม (ไม่รู้) ย่อมลวง เหมือนกับว่ามีการวางเฉยต่ออารมณ์ที่น่า
ปรารภนาและไม่น่าปรารถนา
๘. มานะ (ความสำคัญตน) ย่อมลวง โดยความไม่ดูหมิ่นตน เหมือนกับว่าเป็น
ผู้รู้จักตน
๙. มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด) ย่อมลวง ด้วยการถือเอาเหตุอันสมควร เหมือน
กับว่ามีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา
๑๐. ความเป็นผู้ไม่ถึงความเอ็นดูในสัตว์ทั้งหลาย ย่อมลวง เหมือนกับว่าเป็น
ปราศจากความกำหนัดยินดี
๑๑. กามสุขัลลิกานุโยค (การประกอบเนืองๆ ซึ่งความหมกมุ่นในกาม) ย่อมลวง
เหมือนกับว่าเสพในสิ่งที่
พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตไว้
๑๒. ความเป็นผู้มีปกติไม่แบ่งปัน ย่อมลวง เหมือนกับว่ามีการเลี้ยงชีพที่บริสุทธิ์
๑๓. มิจฉาอาชีวะ ย่อมลวง เหมือนกับว่าเป็นผู้มีปกติแบ่งปัน
๑๔. ความเป็นผู้มีปกติไม่สงเคราะห์ ย่อมลวง เหมือนกับว่าเป็นผู้อยู่ด้วยการ
ไม่คลุกคลี
๑๕. ความคลุกคลีที่ไม่สมควร ย่อมลวง เหมือนกับว่าเป็นผู้มีปกติสงเคราะห์
๑๖. ปิสุณาวาจา (กล่าวส่อเสียด) ย่อมลวง เหมือนกับว่าเป็นผู้กล่าวคำจริง
๑๗. ความเป็นผู้ใคร่ในสิ่งที่ไม่ใช่ประโยชน์ ย่อมลวง เหมือนกับว่าเป็นผู้ไม่กล่าวส่อเสียด
๑๘. ความเป็นผู้ทำการประจบ ย่อมลวง เหมือนกับว่าเป็นผู้กล่าวถ้อยคำอัน
เป็นที่รัก
๑๙. ความเป็นผู้ไม่ชื่นชมยินดี (กับผู้อื่น) ย่อมลวง เหมือนกับว่าเป็นผู้พูดพอประมาณ
๒๐. มายาและสาไถย ย่อมลวง เหมือนกับว่าเป็นผู้มีปกติชื่นชมยินดี (กับผู้อื่น)
๒๑. ผรุสวาจา (กล่าวคำหยาบ) ย่อมลวง เหมือนกับว่าเป็นผู้พูดข่ม
๒๒. ความเป็นผู้เพ่งโทษผู้อื่น ย่อมลวง เหมือนกับว่าเป็นผู้ติเตียนบาป
๒๓. ความตระหนี่ตระกูล ย่อมลวง เหมือนกับว่ามีความประพฤติเกื้อกูลต่อตระกูล
๒๔. ความตระหนี่อาวาส ย่อมลวง เหมือนกับว่าเป็นผู้ใคร่เพื่อให้อาวาสตั้งอยู่ตลอดกาลนาน
๒๕. ความตระหนี่ธรรม ย่อมลวง เหมือนกับว่าเป็นการรักษาพระธรรมไว้ให้ดำรงมั่น
๒๖. ความเป็นผู้ยินดีในการพูดคุย ย่อมลวง เหมือนกับว่าเป็นผู้ยินดียิ่งในการแสดงธรรม
๒๗. ความเป็นผู้ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ย่อมลวง เหมือนกับว่าเป็นผู้
ไม่กล่าวคำหยาบและกระทำการอนุเคราะห์แก่หมู่คณะ
๒๘. ความเป็นผู้ยินดีในการงาน ย่อมลวง เหมือนกับว่าเป็นผู้ใคร่ซึ่งบุญ
๒๙. ความเร่าร้อนแห่งจิต ย่อมลวง เหมือนกับว่าเป็นการสลดสังเวช
๓๐. ความเป็นผู้ไม่พิจารณาอย่างรอบคอบ ย่อมลวง เหมือนกับว่าเป็นผู้มากไปด้วยศรัทธา
๓๑. ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ย่อมลวง เหมือนกับว่ามีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา
๓๒. ความเป็นผู้ไม่รับเอาคำพร่ำสอนของครูทั้งหลายโดยเคารพ ย่อมลวง
เหมือนกับว่ามีตนเป็นใหญ่
๓๓. ความไม่เคารพในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งหลาย ย่อมลวงเหมือน
กับว่ามีธรรมเป็นใหญ่
๓๔. ความดูหมิ่นตนและดูหมิ่นธรรม ย่อมลวง เหมือนกับว่ามีโลกเป็นใหญ่
๓๕. ราคะ (ความยินดีติดข้อง) ย่อมลวง เหมือนกับว่ามีเมตตา
๓๖. ความเศร้าโศก ย่อมลวง เหมือนกับว่ามีความกรุณา
๓๗. ความร่าเริง ย่อมลวง เหมือนกับว่ามีเป็นผู้อยู่ด้วยมุทิตา
๓๘. ความเป็นผู้ทอดทิ้งฉันทะ (ความพอใจ) ในกุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมลวง
เหมือนกับว่าเป็นผู้อยู่ด้วยอุเบกขา
เรื่องเหนือสามัญวิสัยอิทธิป... by เจริญ เจริญสุข on Scribd
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






