วันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ไฮกุ - 0.1

Simple, Free Image and File Hosting at MediaFire



สระเก่าแก่สระหนึ่ง กบตัวหนึ่งกระโดดลงสระจ๋อม ! บนคาคบไม้แห้ง อีกาหยุดบินร่อนลงเกาะ ฤดูใบไม้ร่วงอันมืดมิด เราจ้องมองดู แม้ที่ม้าหลายตัว เข้านี้เต็มด้วยหิมะ กล่าวกันว่าการจับคุณสมบัติที่แท้จริงหรือผลของไฮกุแต่ละบท จะต้องอ่านมันซ้ำ ๆ กันหลายเที่ยวหรือบางทีมากจนนับไม่ถ้วน ด้วยการ สัมผัสอันลึกซึ้งซึ่งมาจากการหยั่งรู้ หรือการหยั่งเห็น สิ่งนี้คล้ายกับ ความสามารถที่ก่อให้เกิดความอัศจรรย์ใจ

ความสามารถนี้ เหมือนการ เปิดแห่งจิต ซึ่งอยู่เหนือความคิด หรือการรับรู้ทางใจ ( ไม่ใช่การรับรู้ทาง ประสาทสัมผัส ) เป็นบางสิ่งที่กว้างขวางซึ่งเกิดขึ้นจากรูปแบบของ ไฮกุดังนั้นมันจึงผลิตความสมดุลหรือชุดแห่งความสมดุลที่ไวต่อการรับรู้ แห่งความคิด สมมุติว่า แทนที่เราจะมองผ่านหน้าต่างแล้วพูดว่า "ฝนกำลังตกอีกแล้วเช้านี้ "

 .............เรากลับพูดว่า " ฝนกำลังตก อีกแล้ว เช้านี้ " พูดเช่นนี้จะทำให้รู้สึกแตกต่างกันหรือไม่ Mr. R. H. Blyth ได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับไฮกุไว้ ๔ ชุด ชึ่งประกอบ ด้วยข้อมูลมากมายและตรงจุด ซึ่งถือว่าเป็นชุดที่ดีชุดหนึ่งของเซนที่อยู่ ในวรรณคดีภาษาอังกฤษ




วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

九皇齋節 - 心经

101106-IMG0056
IMG-00000095606

PA16018-7

IMGFT0170017


王菲法门寺诵 心经

觀自在菩薩,行深般若波羅蜜多時, 照見五蘊皆空,度一切苦厄。舍利子, 色不異空,空不異色,色即是空,空即是色, 受想行識亦復如是。舍利子是諸法空相, 不生不滅,不垢不淨,不增不減,是故空中無色, 無受想行識,無眼耳鼻舌身意,無色身香味觸法, 無眼界,乃至無意識界,無無明,亦無無明盡, 乃至無老死,亦無老死盡,無苦集滅道,無智亦無得, 以無所得故,菩提薩埵。依般若波羅蜜多故, 心無罣礙,無罣礙故,無有恐怖,遠離顛倒夢想,究竟涅槃。 三世諸佛,依般若波羅蜜多故,得阿耨多羅三藐三菩提, 故知般若波羅蜜多是大神咒,是大明咒,是無上咒, 是無等等咒,能除一切苦,真實不虛,故說般若波羅多咒, 即說咒曰:「揭諦,揭諦,波羅揭諦,波羅僧揭諦,菩提薩婆訶。」







วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Life




อย่าให้ชีวิตมีเพียง I wish
ผลสำรวจของพยาบาลพบว่าคนไข้ที่ใกล้เสียชีวิต จะพูดเหมือนๆกันอยู่ 5 ประโยค I wish that I had let myself be happier. ฉันอยากทำให้ตัวเองมีความสุขมากกว่านี้ I wish I’d had the courage to live a life true to myself, not the life others expected of me. ฉันอยากมีความกล้าพอที่จะมีชีวิตของตัวเอง ไม่ใช่ใช้ชีวิตตามความคาดหวังของคนอื่น I wish I didn’t work so hard. ฉันอยากที่จะไม่ต้องทำงานมากขนาดนั้น I wish I’d had the courage to express my feelings. ฉันอยากมีความกล้าพอที่จะแสดงออกถึงความรู้สึก I wish I had stayed in touch with my friends. ฉันอยากติดต่อกับเพื่อน คนนั้นมีชีวิตเฉลี่ยแค่สองหมื่นกว่าวัน... ไม่มีใครรู้ว่าจะมีพรุ่งนี้ได้อีกกี่วัน เวลามีเหลือกันเท่าไหร่ จะมีลมหายใจอีกกี่ครั้ง เรายังมีความฝัน ความอยาก ถ้ามีชีวิตแล้วไม่ได้ใช้....คงได้แค่ I wish จิตฝัน โลกความคิด จิตสร้าง
เรื่อง ฟูเฟื่องฝัน แล้วยึดมั่น ผูกพัน ฝันหวั่นไหว พยับแดด รุ้งเรืองรอง มองไกลๆ หวังจะได้ พอเข้าใกล้ กลับไม่จริง Dreaming Mind Mirages seem glorious and real But on close inspection there is nothing there พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส "ในนิกายเซนมีคำกล่าวว่า จุดเริ่มแรกของการเติบโตไปในศาสนมรรคคือ การเชื่อมั่นว่าเราทุกคนล้วนมี หรือครอบครองศักยภาพแห่งการเป็นพุทธะ หรือบุคคลที่พร้อมตื่นจากอวิชชาอยู่ในตัว ความเชื่อมั่นเช่นนั้นสำคัญยิ่งกว่าการรู้คำสอนมากมายเสียอีก ถ้าเราเชื่อว่าเรามีธรรมชาติที่บริสุทธิ์งดงาม ความผิดพลาดทั้งหลายล้วนเริ่มต้นใหม่ได้ สิ่งปฏิกูลเกาะเกี่ยวล้วนถูกชำระทิ้งได้ บทเรียนเช่นนี้ถูกสอนผ่านในเวลาอันสั้นให้ผมได้ประจักษ์..." อนุสรณ์ ติปยานนท์ มีดประจำตัว ใน
อดีตผมจะแบกมีดชุดหนึ่งกลับบ้านในยามค่ำ เป็นกฎเกณฑ์สำคัญข้อหนึ่งของการเป็นพ่อครัว เราไม่ใช้มีดของใครถ้าไม่จำเป็น และเราก็ไม่ยอมให้ใครใช้มีดของเราถ้าไม่จำเป็นเช่นกัน มีดเป็นสิ่งของประจำตัว และสำหรับคนที่ต้องประกอบอาหารเป็นอาจิณ มีดเป็นยิ่งกว่าคนรัก ความคมของมันซื่อสัตย์ต่อเราทุกครั้งในยามที่พึ่งพา และแม้อาจมีบางครั้งที่เราอาจเผลอไผลถูกมันบาดแทง รอยแผลที่เกิดจากมันก็ลบเลือนได้เร็ว ไม่รั้งอยู่นานเหมือนแผลที่เกิดจากคนรักและความรัก ในอดีตตอนนั้น ผมอาศัยอยู่แถบห้องเช่าย่านอีสต์ลอนดอน ที่อุดมไปด้วยคนตะวันออกกลางหลากประเทศ ว่าไปแล้วมันก็เป็นถิ่นที่ไม่น่าอยู่อย่างยิ่งในเมืองใหญ่แห่งนั้น แต่ด้วยค่าเช่าที่แสนถูก และการเดินทางที่สะดวกง่ายดาย ทำให้ผมปฏิเสธมันได้ยาก ประชากรหลายคนในแถบนั้น คงรู้สึกหวาดหวั่นที่ต้องเดินทางกลับบ้านในยามดึก โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวปล้นจี้อยู่เนืองๆ บนชั้นสองของรถประจำทางเที่ยวกลางคืน แต่ผมไม่เคยรู้สึกเช่นนั้นเลย
โดยเฉพาะยามที่ผมแบกกระเป๋ามีดที่ข้างในบรรจุมีดคู่ใจสามเล่มอันได้แก่ มีดทำครัว (cooking knife) มีดแล่ (fillet knife) และมีดปอก (pairing knife) หลังทำความสะอาดครัวแล้ว มีดทั้งสามจะถูกผมลับอย่างคมกริบ และถูกเก็บอย่างทะนุถนอมลงในกระเป๋า หลายครั้งความรู้สึกของการแบกมีดติดตัวไปอย่างเดียวดายในเมืองใหญ่ อดทำให้ผมนึกถึงตัวละครในนวนิยายกำลังภายในเรื่องหนึ่งของโกวเล้งไม่ได้ คนคนหนึ่งแบกหีบบรรจุอาวุธที่น่ากลัวชนิดหนึ่ง เดินเข้าสู่นครเชี่ยงอันอย่างเงียบงัน มันเป็นความรู้สึกที่โดดเดี่ยวของคนที่ไร้ราก แต่ก็มีความมั่นใจอันแปลกประหลาดแฝงเร้นอยู่ ถึงแม้ปัจจุบันนี้สิ่งที่ผมนำพาติดตัวจะเปลี่ยนจากมีดมาเป็นปากกา ผมก็ยังจำความรู้สึกเช่นนั้นได้ ความรู้สึกของการเริ่มต้นเก็บออมเงิน เพื่อซื้อมีดชั้นดีหนึ่งเล่ม ความรู้สึกของการฝนคมมีดกับหินลับในยามค่ำ ความรู้สึกที่มีต่อเนื้อมีดเมื่อ
มันแทรกผ่านเข้าไปในเนื้อสัตว์ที่จับต้อง มันเป็นความรู้สึกของการเชื่อมั่นในบางสิ่งที่อยู่นอกตัวเรา แต่ใช้การได้จริง เป็นความรู้สึกที่ไม่มีความกังขา ไม่มีความลังเลสงสัยใดเลย เมื่อเช้าสองวันที่ผ่านมา ผมลุกจากโต๊ะเขียนหนังสือที่บ้านพักในโรงพยาบาลเกาะยาวของ น.พ.มารุต สลักเพชร (หมอหนุ่มที่ไม่ยอมเปิดคลินิกนอกเวลาเพื่อรักษาคนไข้ แต่พึงใจเปิดคลินิกส่วนตัว เพื่อรักษาจินตนาการในงานเขียนในชื่อ นกปักษนาวิน) เพื่อหาของมีคมบางอย่างเปิดซองจดหมาย ผมพบมีดทำครัวเล่มหนึ่งถูกทิ้งให้สนิมเกาะอยู่ในครัว มันแลดูหมดสภาพความคมมานานนับศตวรรษ อาจเป็นมีดของใครบางคนที่ถูกทอดทิ้งจนลืม ผมหยิบมันขึ้นดูและตัดสินใจฝนมันกับหินลับว่า มันจะกลับสู่คุณสมบัติเดิมได้หรือ ไม่ช้านานมีดเล่มนั้นเริ่มอวดความคมของมัน ผมออกไปที่ตลาดสด ซื้อปลาทะเลมาหนึ่งตัว และอีกหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นทั้งผมและหมอมารุต เราก็ได้รับประทานเนื้อปลาที่สดหวานพร้อมกัน ด้วยมีดที่ผมเชื่อมั่นว่ามันต้องยังคงแฝงคุณลักษณ์แห่งความเฉียบคมอยู่เหมือนมีดประจำตัวในอดีตของผม ในนิกายเซนมีคำกล่าวว่า จุดเริ่มแรกของการเติบโตไป ในศาสนมรรคคือ การเชื่อมั่นว่า.. เราทุกคนล้วนมีหรือครอบครองศักยภาพแห่งการเป็นพุทธะ หรือบุคคลที่ พร้อมตื่นจากอวิชชาอยู่ในตัว ความเชื่อมั่นเช่นนั้นสำคัญยิ่งกว่าการรู้คำสอนมากมายเสียอีก ถ้าเราเชื่อว่าเรามีธรรมชาติที่บริสุทธิ์งดงาม ความผิดพลาดทั้งหลายล้วนเริ่มต้นใหม่ได้ สิ่งปฏิกูลเกาะเกี่ยว ล้วนถูกชำระทิ้งได้ บทเรียนเช่นนี้ถูกสอนผ่านในเวลาอันสั้นให้ผมได้ประจักษ์ และแน่ล่ะมันเป็นบทเรียนที่ยากจะลืม.. ในชีวิตหนึ่งของเรา ที่หาความเชื่อมั่นได้น้อยเต็มที





วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556

วันมาฆบูชา



มาฆบูชา วันแห่งความรักในพระพุทธศาสนา โดย ..... นสพ.ผู้จัดการออนไลน์
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548

ในปีหนึ่ง ๆ นอกเหนือไปจาก วันพระ ตามปกติพุทธศาสนิกชน จะมีวันพระที่จัดเป็นวันสำคัญพิเศษอีก 3 วัน คือวันมาฆบูชาวันวิสาขบูชา และ วันอาสาฬหบูชา วันวิสาขบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ถือได้ว่าเป็น วันพระพุทธ วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาครั้งแรก เป็น วันพระธรรม วันมาฆบูชา วันที่พระสงฆ์มาประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน วันมาฆบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญ เดือน
มาฆะคือเดือน 3 หรือเดือน 4 ในปีที่มีอธิกมาส เนื่องในโอกาสคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งปีนี้ตรงกับ วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 ในสมัยโบราณ ก่อนที่จะมีพุทธศาสนานั้น การบูชาในวันเพ็ญเดือนมาฆะเป็นพิธีดั้งเดิมของศาสนาพราหมณ์เรียกว่า ศิวาราตรี คือ เป็นการทำพิธีลอยบาปในแม่น้ำคงคา และประกอบพิธีสักการบูชาพระเป็นเจ้าของพราหมณ์ ซึ่งเป็นพิธีใหญ่ในเทวสถานต่างๆ ... เมื่อพุทธศาสนา


ได้กำเนิดขึ้น สาพระภิกษุพุทธวกซึ่งมาจากวรรณะต่างๆ มีทั้งวรรณะกษัตริย์ วรรณะพราหมณ์ และวรรณะอื่น ๆ แต่ส่วนใหญ่ก็เคยนับถือศาสนา
พราหมณ์มาก่อนทั้งสิ้น เมื่อถึงวันเพ็ญมาฆบูชา ได้เห็นพวกพราหมณ์ทำพิธีใหญ่ ซึ่งตนเคยทำมาก่อน ก็คงคิดว่าน่าจะทำอะไรทำนองนั้นบ้าง จึงได้พากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย และนี้เอง จึงได้ก่อให้เกิดเหตุที่ถือว่าอัศจรรย์ขึ้นในเวลาต่อมา กล่าวคือ นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นเวลา 9 เดือน ตั้งแต่วันเพ็ญ เดือน 6 ถึง วันเพ็ญเดือน 3 ของอีกปี และเริ่มออกสั่งสอนเป็นเวลา 7 เดือน สอนครั้งแรกคือไปโปรดปัญจวัคคีย์ เมื่อวันอาสาฬหบูชา คือวันเพ็ญเดือน 8 ในปีเดียวกับที่ตรัสรู้ พระพุทธเจ้าได้ลูกศิษย์ คือพระภิกษุที่เป็นพระสาวกขณะนั้นกว่า 1,300 รูป ซึ่งพระสาวกเหล่านี้ พระพุทธ


องค์ได้ทรงส่งออกไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่ทรงค้นพบใหม่ไปยังเมืองต่างๆ ส่วนพระองค์ประทับอยู่ณ วัวัดเวฬุน หรือป่าไผ่ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ที่พระเจ้าพิมพิสารถวาย และถือเป็นวัดแห่งแรกในพุทธศาสนา ปรากฏว่า พระสาวกที่เดินทางมาเฝ้าโดยมิได้นัดหมายกันนี้มีถึง 1,250 รูป ซึ่งถือว่าเป็นเหตุอัศจรรย์ยิ่ง เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ ตลอดพระชนมชีพของพระพุทธองค์มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ดังนั้น จึงได้กำหนดเรียกวันนี้ว่าวันจาตุรงคสันนิบาต คือวันประชุมใหญ่ครั้งแรกและเป็นครั้งพิเศษ ด้วยเป็นวันที่ประกอบด้วยองค์ 4 คือ เพื่อรับฟังหลักการ อุดมการณ์ ตลอดจนวิธีปฏิบัติในการเผยแพร่พุทธศาสนา เป็น วันพระสงฆ์


วันมาฆบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญ เดือนมาฆะคือเดือน 3 หรือเดือน 4 ในปีที่มีอธิกมาส เนื่องในโอกาสคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งปีนี้ตรงกับ วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 ในสมัยโบราณ ก่อนที่จะมีพุทธศาสนานั้น การบูชาในวันเพ็ญเดือนมาฆะเป็นพิธีดั้งเดิมของศาสนาพราหมณ์ เรียกว่า ศิวาราตรี คือ เป็นการทำพิธีลอยบาปในแม่น้ำคงคา และประกอบพิธีสักการบูชาพระเป็นเจ้าของพราหมณ์ ซึ่งเป็นพิธีใหญ่ในเทวสถานต่าง ๆ


เมื่อพุทธศาสนาได้กำเนิดขึ้น พระภิกษุพุทธสาวกซึ่งมาจากวรรณะต่าง ๆ มีทั้งวรรณะกษัตริย์ วรรณะพราหมณ์ และวรรณะอื่น ๆ แต่ส่วนใหญ่ก็เคยนับถือศาสนาพราหมณ์มาก่อนทั้งสิ้น เมื่อถึงวันเพ็ญมาฆบูชา ได้เห็นพวกพราหมณ์ทำพิธีใหญ่ ซึ่งตนเคยทำมาก่อน ก็คงคิดว่าน่าจะทำอะไรทำนองนั้นบ้าง จึงได้พากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย และนี้เอง จึงได้ก่อให้เกิดเหตุที่ถือว่าอัศจรรย์ขึ้นในเวลาต่อมา กล่าวคือ นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นเวลา 9 เดือน ตั้งแต่วันเพ็ญ เดือน 6 ถึง วันเพ็ญเดือน 3 ของอีกปี และเริ่มออกสั่งสอนเป็นเวลา 7 เดือน สอนครั้งแรกคือไปโปรดปัญจวัคคีย์ เมื่อวันอาสาฬหบูชา คือวันเพ็ญเดือน 8 ในปีเดียวกับที่ตรัสรู้ พระพุทธเจ้าได้ลูกศิษย์ คือพระภิกษุที่เป็นพระ


สาวกขณะนั้นกว่า 1,300 รูป ซึ่งพระสาวกเหล่านี้ พระพุทธองค์ได้ทรงส่งออกไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่ทรงค้นพบใหม่ไปยังเมืองต่างๆ ส่วนพระองค์ประทับอยู่ ณ วัดเวฬุวัน หรือป่าไผ่ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ที่พระเจ้าพิมพิสารถวาย และถือเป็นวัดแห่งแรกในพุทธศาสนา ปรากฏว่า พระสาวกที่เดินทางมาเฝ้าโดยมิได้นัดหมายกันนี้มีถึง1,250 รูป ซึ่งถือว่าเป็นเหตุอัศจรรย์ยิ่ง เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ ตลอดพระชนมชีพของพระพุทธองค์มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ดังนั้น จึงได้กำหนดเรียกวันนี้ว่า วันจาตุรงคสันนิบาต คือวันประชุมใหญ่ครั้งแรกและเป็นครั้งพิเศษ ด้วยเป็นวันที่ประกอบด้วยองค์ 4 คือ


1.พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งเป็นพุทธสาวก จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
2 พระพุทสาวกเหล่านี้ ล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือพระพุทธเจ้าทรงประทานอุปสมบทด้วยพระองค์เอง
3.พระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา 6 ได้แก่ แสดงฤทธิ์ได้ ระลึกชาติได้ ตาทิพย์ หูทิพย์ กำหนดรู้ใจคนอื่นได้ และบรรลุ อาสวักขยญาณ คือญาณหยั่งรู้ธรรมที่เป็นที่สิ้นแห่งอาสวะหรือกิเลสทั้งหลาย 
4 วันนั้นเป็นวันเพ็ญ เดือนมาฆะ พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ ซึ่งเป็นเวลาที่ดีที่สุดคือ เป็นเวลากลางคืน อากาศไม่ร้อน ท้องฟ้าแจ่มใสเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนสาม (มาฆปุรณมี) หรือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ในปีอธิกมาส ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงเห็นเป็นโอกาสเหมาะที่จะให้การมาครั้งนี้ของพุทธสาวกเป็นการประชุมพิเศษในการแสดงโอวาทปาติโมกข์เพื่อประกาศหลักการ อุดมการณ์และวิธีการปฏิบัติในการเผยแพร่พุทธศาสนาให้นำไปใช้ได้ในทุกสังคม ซึ่งเปรียบเสมือนธรรมนูญแห่งพุทธศาสนา ที่ชาวพุทธทั้ง


หลายจะได้ยึดถือเป็นแม่บทสำหรับประพฤติปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ และยังเป็นแม่บทในการเผยแพร่พระพุทธศาสนามาจนทุกวันนี้ โอวาทปาติโมกข์ ที่ว่านี้ เป็นคนอย่างกับพระปาฏิโมกข์หรือศีล 227 ข้ออันเป็นพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ และพระภิกษุต้องลงโบสถ์ฟังทุกวันพระกึ่งเดือน ซึ่งโอวาทปาติโมกข์ที่พระบรมศาสดาแสดงในวันนั้น ถือเป็นหลักธรรมคำสอนที่สำคัญ หรือเป็น หัวใจของพระพุทธศาสนา เลยทีเดียว หลักธรรมดังกล่าว แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ หลักธรรม 3 อุดมการณ์ 4 และ วิธีการ 6 อันได้แก่ หลักการ 3 ได้แก่


1..... การไม่ทำบาปทั้งปวง ไม่ว่าจะด้วยกาย วาจาและใจ
2..... การทำกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่ การทำความดีทุกอย่าง
3..... การทำจิตใจให้ผ่องใส ด้วยการละบาปทั้งปวง ถือศีลและบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อมด้วยการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา จนถึงขั้นบรรลุอรหันตผล อันเป็นความผ่องใสที่แท้จริง อุดมการณ์
4 ได้แก่


1..... ความอดทน คือการอดกลั้น ไม่ทำบาปทั้งกาย วาจา ใจ
2..... ความไม่เบียดเบียน คือ การงดเว้นจากการทำร้าย รบกวนหรือเบียดเบียนผู้อื่น
3..... ความสงบ คือ ปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย วาจาและใจ
4..... นิพพาน คือ การดับทุกข์ที่เป็นเป้าหมายสูงสุดในพุทธศาสนา ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อดำเนินชีวิตตามมรรคมีองค์ 8 วิธีการ 6 ได้แก่
1..... ไม่ว่าร้าย คือ ไม่กล่าวให้ร้ายหรือโจมตีใคร
2..... ไม่ทำร้าย คือ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
3..... สำรวมในปาติโมกข์ คือ ความเคารพระเบียบวินัย กติกา กฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของสังคม 
4..... รู้จักประมาณ คือ รู้จักพอดี พอกินพออยู่
5..... อยู่ในสถานที่ที่สงัด คือ อยู่ในสถานที่ที่สงบและมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
6..... ฝึกหัดจิตใจให้สงบ คือการฝึกจิต หมั่นทำสมาธิภาวนา สำหรับหลักการ 3 ที่กล่าวข้างต้น ถือได้ว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เป็นการสอนหลักในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องแก่พุทธศาสนิกชน ส่วนอุดมการณ์ 4 และวิธีการ 6 นั้น อาจจะเรียกได้ว่าเป็นหลักครูหรือหลักของผู้สอนคือวิธีการที่จะนำไปปรับปรุงตัวให้เป็นกัลยาณมิตรทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งผู้ใดปฏิบัติได้นอกจากจะเป็นแบบอย่างที่ดีแล้ว ยังจะช่วยเผยแพร่พระศาสนาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ไม้เท้ายอดกตัญญู(พิมพ์สดจากหนังสือ)

XSM_10046299DSCF735-1



ในสมัยพุทธกาล นานกว่า 2,500 ปี มาแล้ว มีชายชราคนหนึ่ง หน้าตาหม่นหมอง น่าสงสาร แขนขามีแต่หนังหุ้มกระดูก เสื้อผ้าก็เก่าขาดกระรุ่งกระริ่ง ตาก็บอด ถือไม้เท้าเดินคลำทางเปะปะไปตามถนนสะพายซอเก่า ๆ ไว้ที่บ่าขวา มือขวาถือไม้เท้า มือซ้ายถือกะลาสำหรับขอทานชายชราคนนี้ เดิมทีแกเป็นคนร่ำรวย มีลูกถึง 7 คน แกเลี้ยงดูส่งเสียลูกให้มีการศึกษาดีได้แต่งงานมีครอบครัวแล้ว แกจึงได้แบ่งสมบัติให้ลูกทุก ๆ คนแต่ลูกของแกไม่มีใครรับเลี้ยงดูพ่อแม่ เพราะกลัวจะเป็นภาระ ต่างก็แยกกันไปอยู่คนละทิศละทาง จึงทำให้ต้องอยู่กันเพียงสองคนตายาย หลายปีผ่านไปไม่เคย มีใครห่วงใยมาเยี่ยมพ่อแม่เลยคนน้องก็คิดว่าพี่ ๆ คงไปดูแล้วส่วนพี่ ๆ ก็คิดว่าน้องๆคงดูแลแล้ว นี่แหละที่โบราณว่าลูกสิบคนพ่อแม่เลี้ยงได้พ่อ - แม่เพียงสองคน แต่ลูกสิบคนเลี้ยงท่านไม่ได้พ่อ - แม่ผู้อาภัพทั้งสอง อยู่กินกันไปอย่างว้าเหว่ ต่อมาบ้านของแกถูกไฟไหม้ ทุกอย่างวอดวายไปในกองเพลิง รวมทั้งเมียของแกด้วย ชายชราเสียใจมาก ต้องเที่ยวเร่ร่อนขอทาน โดยสีซอขับบรรเลงเพลงไปตามที่ต่าง ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งได้ไปพบ พระผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลกท่านจึงคิดอุบายให้ โดยแต่งเพลงให้บทหนึ่งให้แกไปขับร้องตามชุมชนต่าง ๆ สมัยนั้นพระพุทะเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยุ่ 2 ผัวเมียชราผู้นี้เป็นพรามห์ ต่อมาบ้านของแก่ถุกไฟไหม้ เมียของแกก็ตายในกองเพลิงนั้นด้วย ชายชรารู้สึกเสียใจมาก ะรรมดาเพื่อนบ้านนั้นเขาให้กินก็แค่ชั่วครั้ง - ชั่วคราว จะให้กินตลอดไปนั้นไม่มี แกก็เกรงใจเขาจึงเที่ยวเร่ร่อนขอทาน โดยสีซอบรรเลงเพลงไปตาม 4 แยกข้างถนน ข้างตลาดจนวันหนึ่งได้พบพระพุทะเจ้าเล่าเรื่องให้พระองค์ทรงทราบ พระผู้เป็นที่พึงของสรรพสัตว์จึงคิดอุบายให้โดยแต่งเป็นเพลงบทหนึ่ง ให้แกท่องแล้วขับร้องไปตามชุมชนต่าง ๆ ในคัมภีร์พระไตรปิฏกนั้นเป็นเพลงภาษา บาลี

ทันโฑ วะ กิระ เสยโย ยัญเจ ปุตตา อะนัสสะวา
จัณฑัมปิ โคณัง วาระติ
อะ เถ จัณฑัมปิ กุกกุรัง
อันธะกาเล ปุเร โติ
คัมภีรเร คาธะเมธะติ
ทันฑัสสะ อะนุภาเวนะ ชิลิตวา ปะฏิติฏฐะติสรุปแล้วแกพึ่งลูกไม่ได้ แกพึ่งไม่เท้าแทนลูก ลุกอตัญญูมีค่าเท่าไม้เท้าหงิก ๆ งอก ๆ ไม่ได้ เมื่อเราอ่านภาษาบาลีแล้วเราไม่รู้สึกว่ามันไพเราะ เพราะว่ามันคนละภาษาจึงขอยกร้อยกรองมาเป็นภาาาไทยดังต่อไปนี้

โอ้อนิจจาตัว เรายามเฒ่าแล้ว
พวกลุกแก้วทอดทิ้งไม่เหลียวหา
หูก็หนวก - ตาบอดซมซานมา
ถือกะลาซีซอขอเขากิน
มีไม้เท้าอันเดียวเที่ยว เร่ร่อน
ง่วงก็นอนข้างถนนบนกรวดหิน
เป็นเป็นทุกข์โอดครางกลาง ฝุ่นดิน
ยามจะกินอาหารเศษทุเรศทรวง
ยามซวนเซจะพลาดล้มฟาดพื้น
มีไม้เท้ายันยืนได้ยึดหน่วง
ฉันซูบผอมตรอมใจตาลึกกรวง
ไม่มีลูก คอยห่วงใยเอื้ออารี
โอ้มีลูก - ลูกนั้นเนรคุณ
ไม่เกื้อหนุน ทอดทิ้งให้หมองศรี
ยามฉันถูกห่านไก่ไล่จิกตี
ไม้เท้านี้ยัง ป้องภัยนไล่สัตว์พาล
ถูกวัวดุฟู - ฟุ่ ขู่จะขวิด
มีไม้เท้า เป็นมิตรคอยสงสาร
ใช้กวัดแกว่งคอยรักษาเป็นปราการ
ยามข้ามธาร ไม้เท้านำฉันไป
เมื่อเดินทางไม้เท้าบอกวิถี
ไม้เท้านี้ดีกว่า ลูกเป็นไหน ไหน
คนเศษคนอกตัญญูไร้น้ำใจ
มันทำได้ใจหินสิ้น เมตตา

โอ้อนิจจาตัว เรายามเฒ่าแล้ว
พวกลุกแก้วทอดทิ้งไม่เหลียวหา
หูก็หนวก - ตาบอดซมซานมา
ถือกะลาซีซอขอเขากิน
มีไม้เท้าอันเดียวเที่ยว เร่ร่อน
ง่วงก็นอนข้างถนนบนกรวดหิน
เป็นเป็นทุกข์โอดครางกลาง ฝุ่นดิน
ยามจะกินอาหารเศษทุเรศทรวง
ยามซวนเซจะพลาดล้มฟาดพื้น
มี ไม้เท้ายันยืนได้ยึดหน่วง
ฉันซูบผอมตรอมใจตาลึกกรวง
ไม่มีลูก คอยห่วงใยเอื้ออารี
โอ้มีลูก - ลูกนั้นเนรคุณ
ไม่เกื้อหนุน ทอดทิ้งให้หมองศรี
ยามฉันถูกห่านไก่ไล่จิกตี
ไม้เท้านี้ยัง ป้องภัยนไล่สัตว์พาล
ถูกวัวดุฟู - ฟุ่ ขู่จะขวิด
มีไม้เท้า เป็นมิตรคอยสงสาร
ใช้กวัดแกว่งคอยรักษาเป็นปราการ
ยามข้ามธาร ไม้เท้านำฉันไป
เมื่อเดินทางไม้เท้าบอกวิถี
ไม้เท้านี้ดีกว่า ลูกเป็นไหน ไหน
คนเศษคนอกตัญญูไร้น้ำใจ
มันทำได้ใจหินสิ้น เมตตา
ลองอ่านและร้องกลับไปกลับมา มีเสียงซอเศร้า ๆ กินใจขับคลอดูเถิด ชายชราคนนั้นนั่งลงตาม 4 แยก สีซอร้องเพลงนี้ไปเรื่อย ๆ ด้วยเสียงแหบหวนสะอื้นไห้ ทำให้ผู้คนทั้งหลายที่ได้ฟังเกิดความสงสารอย่างจับใจ หยิบเงินและอาหารมาบริจาคช่วยเหลือแก และต่างนำไปวิจารณ์สาปแช่งลูกเนรคุณเหล่านั้น
จนกระทั่งข่าวนี้แพร่ไปถึง ลูก ๆ ของแก ทำให้ลูก ๆ นั้นได้สำนึกพากันมารับพ่อแม่ไปเลี้ยงดู ทั้งนี้เพราะคนอินเดียในสมัยนั้นเขาถือมากในการปรนนิบัติบิดา - มารดาเขาบูชาบิดา - มารดาเสมือนเทพเจ้า เขาเชื่อฟังบิดา - มารดาไม่กล้าเถียง ไม่กล้าดื้อรั้นในสิ่งที่พ่อ - แม่ห้า
มปรามเมื่อถูกสังคมรุมประนามเช่นนั้นพวกลูก ๆ ก็คิดได้ สำนึกผิด พากันมารับเอาำพ่อไปเลี้ยงดูด้วยความเอาใจใส่
จนกระทั่งข่าวนี้แพร่ไปถึง ลูก ๆ ของแก ทำให้ลูก ๆ นั้นได้สำนึกพากันมารับพ่อแม่ไปเลี้ยงดู ทั้งนี้เพราะคนอินเดียในสมัยนั้นเขาถือมากในการปรนนิบัติบิดา - มารดาเขาบูชาบิดา - มารดาเสมือนเทพเจ้า เขาเชื่อฟังบิดา - มารดาไม่กล้าเถียง ไม่กล้าดื้อรั้นในสิ่งที่พ่อ - แม่ห้ามปรามเมื่อถูกสังคมรุมประนามเช่นนั้นพวกลูก ๆ ก็คิดได้ สำนึกผิด พากันมารับเอาำพ่อไปเลี้ยงดูด้วยความเอาใจใส่


จบนิทานอิงหลักธรรม ไม้เท้ายอดกตัญญู ไว้เพียงเท้านี้

มัชฌิมประภาสปุญสถาน


ขอบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้กระทำนี้จงเป็นปัจจัย เกื้อหนุนสรรพชีวิตทั้งหลายให้ได้บำเพ็ญอนุตรวิถี กลับจิตแปรใจ ได้คืนจิตเดิม มีความสงบเย็นใจกาย ปราศจากเสียซึ่งสรรพกำทุกข์ ปลอดพ้นจากภัยเวร สงครามข้าวยาก ด้วยเดชะบุญนี้ จงช่วยค้ำชูบิดา - มารดา ครูบาอาจารย์ - ผู้มีพระคุณ ญาติสนิท - มิตรรัก ศัตรูหมู่มาร สรรพเจ้ากรรมนายเวร เทวาทุกชั้นฟ้า อารักษ์ทั่วชั้นดิน เหล่าภูติ นาคา - นาคี เหล่าวิญญา - หมู่เปรต - อสูรกายเหล่าสัตว์ใด ๆ จงเป็นผู้ได้รับอานิสงค์เดชะแห่งผลบุญนี้ท่วนทั่วทุกคนเทอญ


IMG_00000000045900