วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556

วันมาฆบูชา



มาฆบูชา วันแห่งความรักในพระพุทธศาสนา โดย ..... นสพ.ผู้จัดการออนไลน์
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548

ในปีหนึ่ง ๆ นอกเหนือไปจาก วันพระ ตามปกติพุทธศาสนิกชน จะมีวันพระที่จัดเป็นวันสำคัญพิเศษอีก 3 วัน คือวันมาฆบูชาวันวิสาขบูชา และ วันอาสาฬหบูชา วันวิสาขบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ถือได้ว่าเป็น วันพระพุทธ วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาครั้งแรก เป็น วันพระธรรม วันมาฆบูชา วันที่พระสงฆ์มาประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน วันมาฆบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญ เดือน
มาฆะคือเดือน 3 หรือเดือน 4 ในปีที่มีอธิกมาส เนื่องในโอกาสคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งปีนี้ตรงกับ วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 ในสมัยโบราณ ก่อนที่จะมีพุทธศาสนานั้น การบูชาในวันเพ็ญเดือนมาฆะเป็นพิธีดั้งเดิมของศาสนาพราหมณ์เรียกว่า ศิวาราตรี คือ เป็นการทำพิธีลอยบาปในแม่น้ำคงคา และประกอบพิธีสักการบูชาพระเป็นเจ้าของพราหมณ์ ซึ่งเป็นพิธีใหญ่ในเทวสถานต่างๆ ... เมื่อพุทธศาสนา


ได้กำเนิดขึ้น สาพระภิกษุพุทธวกซึ่งมาจากวรรณะต่างๆ มีทั้งวรรณะกษัตริย์ วรรณะพราหมณ์ และวรรณะอื่น ๆ แต่ส่วนใหญ่ก็เคยนับถือศาสนา
พราหมณ์มาก่อนทั้งสิ้น เมื่อถึงวันเพ็ญมาฆบูชา ได้เห็นพวกพราหมณ์ทำพิธีใหญ่ ซึ่งตนเคยทำมาก่อน ก็คงคิดว่าน่าจะทำอะไรทำนองนั้นบ้าง จึงได้พากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย และนี้เอง จึงได้ก่อให้เกิดเหตุที่ถือว่าอัศจรรย์ขึ้นในเวลาต่อมา กล่าวคือ นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นเวลา 9 เดือน ตั้งแต่วันเพ็ญ เดือน 6 ถึง วันเพ็ญเดือน 3 ของอีกปี และเริ่มออกสั่งสอนเป็นเวลา 7 เดือน สอนครั้งแรกคือไปโปรดปัญจวัคคีย์ เมื่อวันอาสาฬหบูชา คือวันเพ็ญเดือน 8 ในปีเดียวกับที่ตรัสรู้ พระพุทธเจ้าได้ลูกศิษย์ คือพระภิกษุที่เป็นพระสาวกขณะนั้นกว่า 1,300 รูป ซึ่งพระสาวกเหล่านี้ พระพุทธ


องค์ได้ทรงส่งออกไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่ทรงค้นพบใหม่ไปยังเมืองต่างๆ ส่วนพระองค์ประทับอยู่ณ วัวัดเวฬุน หรือป่าไผ่ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ที่พระเจ้าพิมพิสารถวาย และถือเป็นวัดแห่งแรกในพุทธศาสนา ปรากฏว่า พระสาวกที่เดินทางมาเฝ้าโดยมิได้นัดหมายกันนี้มีถึง 1,250 รูป ซึ่งถือว่าเป็นเหตุอัศจรรย์ยิ่ง เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ ตลอดพระชนมชีพของพระพุทธองค์มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ดังนั้น จึงได้กำหนดเรียกวันนี้ว่าวันจาตุรงคสันนิบาต คือวันประชุมใหญ่ครั้งแรกและเป็นครั้งพิเศษ ด้วยเป็นวันที่ประกอบด้วยองค์ 4 คือ เพื่อรับฟังหลักการ อุดมการณ์ ตลอดจนวิธีปฏิบัติในการเผยแพร่พุทธศาสนา เป็น วันพระสงฆ์


วันมาฆบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญ เดือนมาฆะคือเดือน 3 หรือเดือน 4 ในปีที่มีอธิกมาส เนื่องในโอกาสคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งปีนี้ตรงกับ วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 ในสมัยโบราณ ก่อนที่จะมีพุทธศาสนานั้น การบูชาในวันเพ็ญเดือนมาฆะเป็นพิธีดั้งเดิมของศาสนาพราหมณ์ เรียกว่า ศิวาราตรี คือ เป็นการทำพิธีลอยบาปในแม่น้ำคงคา และประกอบพิธีสักการบูชาพระเป็นเจ้าของพราหมณ์ ซึ่งเป็นพิธีใหญ่ในเทวสถานต่าง ๆ


เมื่อพุทธศาสนาได้กำเนิดขึ้น พระภิกษุพุทธสาวกซึ่งมาจากวรรณะต่าง ๆ มีทั้งวรรณะกษัตริย์ วรรณะพราหมณ์ และวรรณะอื่น ๆ แต่ส่วนใหญ่ก็เคยนับถือศาสนาพราหมณ์มาก่อนทั้งสิ้น เมื่อถึงวันเพ็ญมาฆบูชา ได้เห็นพวกพราหมณ์ทำพิธีใหญ่ ซึ่งตนเคยทำมาก่อน ก็คงคิดว่าน่าจะทำอะไรทำนองนั้นบ้าง จึงได้พากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย และนี้เอง จึงได้ก่อให้เกิดเหตุที่ถือว่าอัศจรรย์ขึ้นในเวลาต่อมา กล่าวคือ นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นเวลา 9 เดือน ตั้งแต่วันเพ็ญ เดือน 6 ถึง วันเพ็ญเดือน 3 ของอีกปี และเริ่มออกสั่งสอนเป็นเวลา 7 เดือน สอนครั้งแรกคือไปโปรดปัญจวัคคีย์ เมื่อวันอาสาฬหบูชา คือวันเพ็ญเดือน 8 ในปีเดียวกับที่ตรัสรู้ พระพุทธเจ้าได้ลูกศิษย์ คือพระภิกษุที่เป็นพระ


สาวกขณะนั้นกว่า 1,300 รูป ซึ่งพระสาวกเหล่านี้ พระพุทธองค์ได้ทรงส่งออกไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่ทรงค้นพบใหม่ไปยังเมืองต่างๆ ส่วนพระองค์ประทับอยู่ ณ วัดเวฬุวัน หรือป่าไผ่ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ที่พระเจ้าพิมพิสารถวาย และถือเป็นวัดแห่งแรกในพุทธศาสนา ปรากฏว่า พระสาวกที่เดินทางมาเฝ้าโดยมิได้นัดหมายกันนี้มีถึง1,250 รูป ซึ่งถือว่าเป็นเหตุอัศจรรย์ยิ่ง เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ ตลอดพระชนมชีพของพระพุทธองค์มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ดังนั้น จึงได้กำหนดเรียกวันนี้ว่า วันจาตุรงคสันนิบาต คือวันประชุมใหญ่ครั้งแรกและเป็นครั้งพิเศษ ด้วยเป็นวันที่ประกอบด้วยองค์ 4 คือ


1.พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งเป็นพุทธสาวก จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
2 พระพุทสาวกเหล่านี้ ล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือพระพุทธเจ้าทรงประทานอุปสมบทด้วยพระองค์เอง
3.พระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา 6 ได้แก่ แสดงฤทธิ์ได้ ระลึกชาติได้ ตาทิพย์ หูทิพย์ กำหนดรู้ใจคนอื่นได้ และบรรลุ อาสวักขยญาณ คือญาณหยั่งรู้ธรรมที่เป็นที่สิ้นแห่งอาสวะหรือกิเลสทั้งหลาย 
4 วันนั้นเป็นวันเพ็ญ เดือนมาฆะ พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ ซึ่งเป็นเวลาที่ดีที่สุดคือ เป็นเวลากลางคืน อากาศไม่ร้อน ท้องฟ้าแจ่มใสเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนสาม (มาฆปุรณมี) หรือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ในปีอธิกมาส ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงเห็นเป็นโอกาสเหมาะที่จะให้การมาครั้งนี้ของพุทธสาวกเป็นการประชุมพิเศษในการแสดงโอวาทปาติโมกข์เพื่อประกาศหลักการ อุดมการณ์และวิธีการปฏิบัติในการเผยแพร่พุทธศาสนาให้นำไปใช้ได้ในทุกสังคม ซึ่งเปรียบเสมือนธรรมนูญแห่งพุทธศาสนา ที่ชาวพุทธทั้ง


หลายจะได้ยึดถือเป็นแม่บทสำหรับประพฤติปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ และยังเป็นแม่บทในการเผยแพร่พระพุทธศาสนามาจนทุกวันนี้ โอวาทปาติโมกข์ ที่ว่านี้ เป็นคนอย่างกับพระปาฏิโมกข์หรือศีล 227 ข้ออันเป็นพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ และพระภิกษุต้องลงโบสถ์ฟังทุกวันพระกึ่งเดือน ซึ่งโอวาทปาติโมกข์ที่พระบรมศาสดาแสดงในวันนั้น ถือเป็นหลักธรรมคำสอนที่สำคัญ หรือเป็น หัวใจของพระพุทธศาสนา เลยทีเดียว หลักธรรมดังกล่าว แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ หลักธรรม 3 อุดมการณ์ 4 และ วิธีการ 6 อันได้แก่ หลักการ 3 ได้แก่


1..... การไม่ทำบาปทั้งปวง ไม่ว่าจะด้วยกาย วาจาและใจ
2..... การทำกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่ การทำความดีทุกอย่าง
3..... การทำจิตใจให้ผ่องใส ด้วยการละบาปทั้งปวง ถือศีลและบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อมด้วยการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา จนถึงขั้นบรรลุอรหันตผล อันเป็นความผ่องใสที่แท้จริง อุดมการณ์
4 ได้แก่


1..... ความอดทน คือการอดกลั้น ไม่ทำบาปทั้งกาย วาจา ใจ
2..... ความไม่เบียดเบียน คือ การงดเว้นจากการทำร้าย รบกวนหรือเบียดเบียนผู้อื่น
3..... ความสงบ คือ ปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย วาจาและใจ
4..... นิพพาน คือ การดับทุกข์ที่เป็นเป้าหมายสูงสุดในพุทธศาสนา ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อดำเนินชีวิตตามมรรคมีองค์ 8 วิธีการ 6 ได้แก่
1..... ไม่ว่าร้าย คือ ไม่กล่าวให้ร้ายหรือโจมตีใคร
2..... ไม่ทำร้าย คือ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
3..... สำรวมในปาติโมกข์ คือ ความเคารพระเบียบวินัย กติกา กฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของสังคม 
4..... รู้จักประมาณ คือ รู้จักพอดี พอกินพออยู่
5..... อยู่ในสถานที่ที่สงัด คือ อยู่ในสถานที่ที่สงบและมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
6..... ฝึกหัดจิตใจให้สงบ คือการฝึกจิต หมั่นทำสมาธิภาวนา สำหรับหลักการ 3 ที่กล่าวข้างต้น ถือได้ว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เป็นการสอนหลักในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องแก่พุทธศาสนิกชน ส่วนอุดมการณ์ 4 และวิธีการ 6 นั้น อาจจะเรียกได้ว่าเป็นหลักครูหรือหลักของผู้สอนคือวิธีการที่จะนำไปปรับปรุงตัวให้เป็นกัลยาณมิตรทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งผู้ใดปฏิบัติได้นอกจากจะเป็นแบบอย่างที่ดีแล้ว ยังจะช่วยเผยแพร่พระศาสนาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ไม้เท้ายอดกตัญญู(พิมพ์สดจากหนังสือ)

XSM_10046299DSCF735-1



ในสมัยพุทธกาล นานกว่า 2,500 ปี มาแล้ว มีชายชราคนหนึ่ง หน้าตาหม่นหมอง น่าสงสาร แขนขามีแต่หนังหุ้มกระดูก เสื้อผ้าก็เก่าขาดกระรุ่งกระริ่ง ตาก็บอด ถือไม้เท้าเดินคลำทางเปะปะไปตามถนนสะพายซอเก่า ๆ ไว้ที่บ่าขวา มือขวาถือไม้เท้า มือซ้ายถือกะลาสำหรับขอทานชายชราคนนี้ เดิมทีแกเป็นคนร่ำรวย มีลูกถึง 7 คน แกเลี้ยงดูส่งเสียลูกให้มีการศึกษาดีได้แต่งงานมีครอบครัวแล้ว แกจึงได้แบ่งสมบัติให้ลูกทุก ๆ คนแต่ลูกของแกไม่มีใครรับเลี้ยงดูพ่อแม่ เพราะกลัวจะเป็นภาระ ต่างก็แยกกันไปอยู่คนละทิศละทาง จึงทำให้ต้องอยู่กันเพียงสองคนตายาย หลายปีผ่านไปไม่เคย มีใครห่วงใยมาเยี่ยมพ่อแม่เลยคนน้องก็คิดว่าพี่ ๆ คงไปดูแล้วส่วนพี่ ๆ ก็คิดว่าน้องๆคงดูแลแล้ว นี่แหละที่โบราณว่าลูกสิบคนพ่อแม่เลี้ยงได้พ่อ - แม่เพียงสองคน แต่ลูกสิบคนเลี้ยงท่านไม่ได้พ่อ - แม่ผู้อาภัพทั้งสอง อยู่กินกันไปอย่างว้าเหว่ ต่อมาบ้านของแกถูกไฟไหม้ ทุกอย่างวอดวายไปในกองเพลิง รวมทั้งเมียของแกด้วย ชายชราเสียใจมาก ต้องเที่ยวเร่ร่อนขอทาน โดยสีซอขับบรรเลงเพลงไปตามที่ต่าง ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งได้ไปพบ พระผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลกท่านจึงคิดอุบายให้ โดยแต่งเพลงให้บทหนึ่งให้แกไปขับร้องตามชุมชนต่าง ๆ สมัยนั้นพระพุทะเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยุ่ 2 ผัวเมียชราผู้นี้เป็นพรามห์ ต่อมาบ้านของแก่ถุกไฟไหม้ เมียของแกก็ตายในกองเพลิงนั้นด้วย ชายชรารู้สึกเสียใจมาก ะรรมดาเพื่อนบ้านนั้นเขาให้กินก็แค่ชั่วครั้ง - ชั่วคราว จะให้กินตลอดไปนั้นไม่มี แกก็เกรงใจเขาจึงเที่ยวเร่ร่อนขอทาน โดยสีซอบรรเลงเพลงไปตาม 4 แยกข้างถนน ข้างตลาดจนวันหนึ่งได้พบพระพุทะเจ้าเล่าเรื่องให้พระองค์ทรงทราบ พระผู้เป็นที่พึงของสรรพสัตว์จึงคิดอุบายให้โดยแต่งเป็นเพลงบทหนึ่ง ให้แกท่องแล้วขับร้องไปตามชุมชนต่าง ๆ ในคัมภีร์พระไตรปิฏกนั้นเป็นเพลงภาษา บาลี

ทันโฑ วะ กิระ เสยโย ยัญเจ ปุตตา อะนัสสะวา
จัณฑัมปิ โคณัง วาระติ
อะ เถ จัณฑัมปิ กุกกุรัง
อันธะกาเล ปุเร โติ
คัมภีรเร คาธะเมธะติ
ทันฑัสสะ อะนุภาเวนะ ชิลิตวา ปะฏิติฏฐะติสรุปแล้วแกพึ่งลูกไม่ได้ แกพึ่งไม่เท้าแทนลูก ลุกอตัญญูมีค่าเท่าไม้เท้าหงิก ๆ งอก ๆ ไม่ได้ เมื่อเราอ่านภาษาบาลีแล้วเราไม่รู้สึกว่ามันไพเราะ เพราะว่ามันคนละภาษาจึงขอยกร้อยกรองมาเป็นภาาาไทยดังต่อไปนี้

โอ้อนิจจาตัว เรายามเฒ่าแล้ว
พวกลุกแก้วทอดทิ้งไม่เหลียวหา
หูก็หนวก - ตาบอดซมซานมา
ถือกะลาซีซอขอเขากิน
มีไม้เท้าอันเดียวเที่ยว เร่ร่อน
ง่วงก็นอนข้างถนนบนกรวดหิน
เป็นเป็นทุกข์โอดครางกลาง ฝุ่นดิน
ยามจะกินอาหารเศษทุเรศทรวง
ยามซวนเซจะพลาดล้มฟาดพื้น
มีไม้เท้ายันยืนได้ยึดหน่วง
ฉันซูบผอมตรอมใจตาลึกกรวง
ไม่มีลูก คอยห่วงใยเอื้ออารี
โอ้มีลูก - ลูกนั้นเนรคุณ
ไม่เกื้อหนุน ทอดทิ้งให้หมองศรี
ยามฉันถูกห่านไก่ไล่จิกตี
ไม้เท้านี้ยัง ป้องภัยนไล่สัตว์พาล
ถูกวัวดุฟู - ฟุ่ ขู่จะขวิด
มีไม้เท้า เป็นมิตรคอยสงสาร
ใช้กวัดแกว่งคอยรักษาเป็นปราการ
ยามข้ามธาร ไม้เท้านำฉันไป
เมื่อเดินทางไม้เท้าบอกวิถี
ไม้เท้านี้ดีกว่า ลูกเป็นไหน ไหน
คนเศษคนอกตัญญูไร้น้ำใจ
มันทำได้ใจหินสิ้น เมตตา

โอ้อนิจจาตัว เรายามเฒ่าแล้ว
พวกลุกแก้วทอดทิ้งไม่เหลียวหา
หูก็หนวก - ตาบอดซมซานมา
ถือกะลาซีซอขอเขากิน
มีไม้เท้าอันเดียวเที่ยว เร่ร่อน
ง่วงก็นอนข้างถนนบนกรวดหิน
เป็นเป็นทุกข์โอดครางกลาง ฝุ่นดิน
ยามจะกินอาหารเศษทุเรศทรวง
ยามซวนเซจะพลาดล้มฟาดพื้น
มี ไม้เท้ายันยืนได้ยึดหน่วง
ฉันซูบผอมตรอมใจตาลึกกรวง
ไม่มีลูก คอยห่วงใยเอื้ออารี
โอ้มีลูก - ลูกนั้นเนรคุณ
ไม่เกื้อหนุน ทอดทิ้งให้หมองศรี
ยามฉันถูกห่านไก่ไล่จิกตี
ไม้เท้านี้ยัง ป้องภัยนไล่สัตว์พาล
ถูกวัวดุฟู - ฟุ่ ขู่จะขวิด
มีไม้เท้า เป็นมิตรคอยสงสาร
ใช้กวัดแกว่งคอยรักษาเป็นปราการ
ยามข้ามธาร ไม้เท้านำฉันไป
เมื่อเดินทางไม้เท้าบอกวิถี
ไม้เท้านี้ดีกว่า ลูกเป็นไหน ไหน
คนเศษคนอกตัญญูไร้น้ำใจ
มันทำได้ใจหินสิ้น เมตตา
ลองอ่านและร้องกลับไปกลับมา มีเสียงซอเศร้า ๆ กินใจขับคลอดูเถิด ชายชราคนนั้นนั่งลงตาม 4 แยก สีซอร้องเพลงนี้ไปเรื่อย ๆ ด้วยเสียงแหบหวนสะอื้นไห้ ทำให้ผู้คนทั้งหลายที่ได้ฟังเกิดความสงสารอย่างจับใจ หยิบเงินและอาหารมาบริจาคช่วยเหลือแก และต่างนำไปวิจารณ์สาปแช่งลูกเนรคุณเหล่านั้น
จนกระทั่งข่าวนี้แพร่ไปถึง ลูก ๆ ของแก ทำให้ลูก ๆ นั้นได้สำนึกพากันมารับพ่อแม่ไปเลี้ยงดู ทั้งนี้เพราะคนอินเดียในสมัยนั้นเขาถือมากในการปรนนิบัติบิดา - มารดาเขาบูชาบิดา - มารดาเสมือนเทพเจ้า เขาเชื่อฟังบิดา - มารดาไม่กล้าเถียง ไม่กล้าดื้อรั้นในสิ่งที่พ่อ - แม่ห้า
มปรามเมื่อถูกสังคมรุมประนามเช่นนั้นพวกลูก ๆ ก็คิดได้ สำนึกผิด พากันมารับเอาำพ่อไปเลี้ยงดูด้วยความเอาใจใส่
จนกระทั่งข่าวนี้แพร่ไปถึง ลูก ๆ ของแก ทำให้ลูก ๆ นั้นได้สำนึกพากันมารับพ่อแม่ไปเลี้ยงดู ทั้งนี้เพราะคนอินเดียในสมัยนั้นเขาถือมากในการปรนนิบัติบิดา - มารดาเขาบูชาบิดา - มารดาเสมือนเทพเจ้า เขาเชื่อฟังบิดา - มารดาไม่กล้าเถียง ไม่กล้าดื้อรั้นในสิ่งที่พ่อ - แม่ห้ามปรามเมื่อถูกสังคมรุมประนามเช่นนั้นพวกลูก ๆ ก็คิดได้ สำนึกผิด พากันมารับเอาำพ่อไปเลี้ยงดูด้วยความเอาใจใส่


จบนิทานอิงหลักธรรม ไม้เท้ายอดกตัญญู ไว้เพียงเท้านี้

มัชฌิมประภาสปุญสถาน


ขอบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้กระทำนี้จงเป็นปัจจัย เกื้อหนุนสรรพชีวิตทั้งหลายให้ได้บำเพ็ญอนุตรวิถี กลับจิตแปรใจ ได้คืนจิตเดิม มีความสงบเย็นใจกาย ปราศจากเสียซึ่งสรรพกำทุกข์ ปลอดพ้นจากภัยเวร สงครามข้าวยาก ด้วยเดชะบุญนี้ จงช่วยค้ำชูบิดา - มารดา ครูบาอาจารย์ - ผู้มีพระคุณ ญาติสนิท - มิตรรัก ศัตรูหมู่มาร สรรพเจ้ากรรมนายเวร เทวาทุกชั้นฟ้า อารักษ์ทั่วชั้นดิน เหล่าภูติ นาคา - นาคี เหล่าวิญญา - หมู่เปรต - อสูรกายเหล่าสัตว์ใด ๆ จงเป็นผู้ได้รับอานิสงค์เดชะแห่งผลบุญนี้ท่วนทั่วทุกคนเทอญ


IMG_00000000045900

วันศุกร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2553

คุณธรรม

IMH4G_0114 (Copy)

PH-700210

ผู้ที่กระตือรือร้นในสิ่งที่กำลังทำอยู่จะมีความสดใส
ผู้ที่มีความจริงใจในการกระทำของเขาจะมีความร่าเริง
และผู้ที่มีความเชื่อมั่นไม่เคยยอมแพ้
ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร
ขอให้ทุกคนก้าวหน้าอย่างร่าเริงและไม่หยุดหย่อน
ด้วยการมองโลกในแง่ดีและมีจิตใจที่ไม่มีอะไรมาทำลายได้


การดำเนินชีวิตที่ปราศจากการทำงานเพื่อปรับปรุงตัวเราเอง จะนำไปสู่การหยุดชะงักและพ่ายแพ้ต่อตัวเองในที่สุด
มีคนที่ไม่ทำงานเพื่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาของตนเอง ใช้แต่ความฉลาดและเล่ห์เหลี่ยมเพื่อให้งานเสร็จไป  แต่ในฉากสุดท้ายของชีวิตของเขา บ่อยครั้งมีแต่ความว่างเปล่าและความเสียใจ พวกเขาจบลงอย่างเศร้าใจตามสิ่งที่พวกเขาเลือกทำ พวกเขาอยากย้อนกลับไปสมัยยุวชนและทำใหม่ให้แตกต่างไปจากนี้


New year 2010

P2180092 (Copy)



IMG_0000000062231

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

อุปสรรค




อุปสรรค
1.อุปสรรค ในร่างกายมนุษยฺ มนุษย์เราเป็นสัตว์ประเสริฐ(เต้า)ที่สิงสถิตอยู่ในร่างกายมนุษย์ ทำให้มีชีวิตอยู่รอด แม้ว่าร่างกายนี้จะไม่ยั่งยืน แต่การปฏิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้น ก็ต้องอาศัยร่างกายมนุษย์ หากพ้นจากร่างมนุษย์แล้ว ก็ยากที่จะสัมผัสรสแห่งธรรม ฉะนั้นเมื่อเรายังมีร่างกายอยู่ จึงต้องรักและถนอมไว้ หากไม่ระมัด - ระวังตัว หันไปประพฤติชั่ว จมอยู่ในกองทุกข์ เป็นการสร้างเวร - สร้างกรรม ผูกพันไม่มีที่สิ้นสุด ชาติต่อไปต้องเกิดเป็น เดรัจฉาน จึงกล่าวได้ว่า ร่างกายมนุษย์เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่ง
2.อุปสรรคในการเลือกเกิด มนุษย์ไม่อาจเลือกเกิดได้เองแต่ถ้าหากเลือกเกิดได้คงอยากเกิดในประเทศที่มี ศาสนาพุทธ เต๋า ขงจื้อ เหล่านี้เป็นต้น ประเทศจีน เป็นต้นกำเนิด เต๋า อินเดีย เป็นต้นกำเนิด พุทธ ทางด้านภูมิศาสตร์ ประเทศจีนมีเทือกเขา หิมาลัย อันเหมือนหลังคาโลก เปรียบเสมือนโลกมนุษย์กับแดนสวรรค์ ทางด้านวัฒนธรรมก็เจริญก่อน ด้วยเหตุนี้ผู้ที่เกิดในประเทศจีน - อินเดีย - เนปาล - ทิเบต จึงสามารถรับรู้สัจธรรมก่อนประเทศอื่น 
3.อุปสรรค ของกาลเวลา ยุคขาว ปลายประเภทภัยวาระ 3 โลก บัดนี้เราได้ผ่าน ยุคเขียว - ยุค แดง - ปัจจุบันเป็นยุค ขาว ซึ่งเป็นยุคที่มีเภทภัยทุกชนิดเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน จำนวน 81 ครั้ง ฟ้า - ดิน จะมืด 49 วัน เป็นมหันตภัยที่ยิ่งใหญ่ ที่ใกล้อุบัติขึ้นในโลกใบนี้แล้ว หากไม่ใช่ จิตธาตุอันเป็นสัจจธรรมนำเราสู่ความเป็น"พุทธะ"แล้ว ก็ไม่อาจช่วยเหลือให้พ้นภัยประเภทนี้ได้ ดังนั้น พระแม่เจ้าจึงทรงเมตตาประทานความเร้นลับแห่งธรรมนี้ จุติ ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าเป็นอุปสรรคเช่นกัน
4.อุปสรรคในการพบสัจธรรม ด้วยในวาระนี้(เต้า)ด้จุติลงมาในปุถุชน เพื่อเป็นการช่วยมวลมนุษย์ให้หลุดพ้น ทุกคนมีส่วนในการรับรู้ และเป็นโอกาสเดียวเท่านั้น ผู้ใดสามารถผ่านอุปสรรคใน 3 ข้อ ข้างต้นแล้วก็ยังไม่แน่ว่าผู้นั้นจะบรรลุถึงธรรมได้ ประชากรใน จีน 1000 ล้านกว่าคน ซึ่งเป็นจำนวนมหาศาล ทุกคนสามารถบรรลุธรรมได้หรือไม่นั้น ไม่มีใครทราบได้ อันที่จริง ถึงแม้ว่ามีคุณสมบัติ 3 ข้อแรกดังกล่าวแต่การที่จะค้นพบสัจธรรมนั้นยากยิ่ง หากไม่มีบุญ - กุศล หากไม่มีความผูกพันกับ พุทธะ มาแต่ชาติปางก่อนแล้ว ก็จะจมอยู่ในอบายภูมิ หมกมุ่นอยู่ในโลกโลกีย์ นอกจากนี้ยังมีพวกมารสังคมคอยที่จะแอบอ้างความเป็น พุทธะ เที่ยวหลอกลวงประชาชน ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าการที่จะพบสัจธรรมได้นั้นมีอุปสรรคมากมาย 




IMG-330006